J NURS SCI Vol 34 No 2 April - June 2016 Information-Motivation-Behavioral Skills Program Improved Phosphate Binder Adherence in Patients with Chronic Hemodialysis* Pattarawadee Jintana*, Aurawamon Sriyuktasuth, RN, DSN1, Kanaungnit Pongthavornkamol, RN, PhD1, Naowanit Nata, MD2 Abstract Purpose: To study the effect of Information-Motivation-Behavioral Skills (IMB) Program on phosphate binder adherence and serum phosphate level in hemodialysis patients. Design: A randomized controlled trial. Method: The IMB Model was employed to develop the study intervention. Seventy hemodialysis patients were randomly assigned into the experimental group (N = 35) and the control group (N = 35). The experimental group received the IMB program in addition to usual care for 4 weeks, while the control group received usual care and the phosphate binder user guide for self-study. Phosphate binder adherence was measured at baseline and at week 5. Serum phosphate level was measured at baseline and at week 13. The data were analyzed with descriptive statistics and independent t-test. Main findings: Sixty nine subjects completed the study. At baseline, the experimental group and the control group were not significantly different. After the trial, the mean adherence score in the experimental group increased from 20.82 (SD = 2.93) to 24.55 (SD = 1.46), in the control group increased from 21.6 (SD = 2.13) to 22.37 (SD = 2.43). The findings showed that the level of adherence was significantly higher in the experimental group compared to the control group (t = 4.535, p < .05). However, the serum phosphate levels after the trial between the two groups showed no significant difference (p > .05). Conclusion and recommendations: The program improved adherence to phosphate binder. Thus, it should be implemented in hemodialysis patients who have non-adherence to phosphate binder. Levels of serum phosphate should be followed up to assess the effectiveness of the program to reduce serum phosphate. Keywords: information motivation behavioral skills, adherence to phosphate binder, hemodialysis J Nurs Sci. 2016;34(2):92-101 Corresponding Author: Assistant Professor Aurawamon Sriyuktasuth, Faculty of Nursing, Mahidol University, Bangkok 10700, Thailand; e-mail:
[email protected]* Master Student in Master of Nursing Science Program in Adult Nursing, Faculty of Nursing and Faculty of Graduate Studies, Mahidol University 1 Faculty of Nursing, Mahidol University, Bangkok, Thailand 2 Division of Nephrology, Department of Medicine, Phramongkutklao Hospital, Bangkok, Thailand 92 Journal of Nursing Science J NURS SCI Vol 34 No 2 April - June 2016 โปรแกรมก�รให้ข้อมูล เสริมแรงจูงใจ และทักษะก�รรับประท�นย� เพิม่ คว�มสม่�ำ เสมอในก�รรับประท�นย�จับฟอสเฟตในผูป้ ว่ ยฟอกเลือด ด้วยเครื่องไตเทียม* ภัทร�วดี จินตน�* อรวมน ศรียุกตศุทธ, DSN1 คนึงนิจ พงศ์ถ�วรกมล, PhD1 เน�วนิตย์ น�ท�, MD2 บทคัดย่อ วัตถุประสงค์: เพือ่ ศึกษาผลของโปรแกรมการให้ขอ้ มูล เสริมแรงจูงใจ และทักษะการรับประทานยา ต่อความ สมำา่ เสมอในการรับประทานยาจับฟอสเฟต และระดับฟอสเฟตในเลือดในผูป้ ว่ ยฟอกเลือดด้วยเครือ่ งไตเทียม รูปแบบการวิจยั : การวิจยั เชิงทดลองแบบสุม่ และมีกลุม่ ควบคุม วิธดี าำ เนินการวิจยั : การศึกษาครัง้ นีใ้ ช้แนวคิดการให้ขอ้ มูล เสริมแรงจูงใจ และพัฒนาทักษะ เพือ่ นำาไปสูก่ ารปรับ พฤติกรรม เป็นกรอบแนวคิดในการวิจยั และการพัฒนาโปรแกรม ผูป้ ว่ ยฟอกเลือดด้วยเครือ่ งไตเทียม 70 รายถูกสุม่ เข้า กลุม่ ทดลองและกลุม่ ควบคุม กลุม่ ละ 35 คน กลุม่ ทดลองได้รบั การดูแลตามปกติรว่ มกับโปรแกรมจากผูว้ จิ ยั เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ส่วนกลุม่ ควบคุมได้รบั การดูแลตามปกติและได้รบั คูม่ อื การรับประทานยาจับฟอสเฟตไปศึกษาด้วยตนเอง ประเมิน ความสมำา่ เสมอในการรับประทานยาก่อนและหลังการทดลองในสัปดาห์ท่ี 5 และประเมินระดับฟอสเฟตในเลือดก่อน และหลังการทดลองในสัปดาห์ท่ี 13 วิเคราะห์ขอ้ มูลโดยใช้สถิตพิ รรณนาและ independent t-test ผลการวิจยั : เมือ่ สิน้ สุดการทดลองมีกลุม่ ตัวอย่างจำานวนทัง้ สิน้ 69 ราย ก่อนการทดลองพบว่าทัง้ สองกลุม่ มีลกั ษณะ ไม่แตกต่างกัน หลังการทดลองพบค่าเฉลีย่ ความสมำา่ เสมอในการรับประทานยาจับฟอสเฟตของกลุม่ ทดลองเพิม่ ขึน้ จาก 20.82 (SD = 2.93) เป็น 24.55 (SD = 1.46) ส่วนกลุม่ ควบคุมเพิม่ ขึน้ จาก 21.60 (SD = 2.13) เป็น 22.37 (SD = 2.43) โดยพบว่ากลุม่ ทดลองมีคะแนนเฉลีย่ สูงกว่ากลุม่ ควบคุมอย่างมีนยั สำาคัญทางสถิติ (t = 4.535, p < .05) อย่างไรก็ดี ค่าเฉลีย่ ระดับฟอสเฟตในเลือดหลังการทดลองของทัง้ สองกลุม่ ไม่มคี วามแตกต่างกัน (p > .05) สรุปและข้อเสนอแนะ: โปรแกรมการให้ขอ้ มูล เสริมแรงจูงใจและทักษะการรับประทานยาจับฟอสเฟตในผูป้ ว่ ย ฟอกเลือดด้วยเครือ่ งไตเทียมเพิม่ ความสมำา่ เสมอในการรับประทานยามากขึน้ ควรนำาโปรแกรมนีไ้ ปประยุกต์ใช้ในผูป้ ว่ ย ฟอกเลือดด้วยเครือ่ งไตเทียมทีม่ คี วามไม่สมำา่ เสมอในการรับประทานยาจับฟอสเฟต รวมทัง้ ศึกษาติดตามระดับฟอสเฟต ในเลือดเพือ่ ประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมต่อการลดระดับฟอสเฟตต่อไป คำาสำาคัญ: การให้ขอ้ มูลเสริมแรงจูงใจและทักษะ ความสมำา่ เสมอในการรับประทานยาจับฟอสเฟต การฟอกเลือดด้วย เครือ่ งไตเทียม J Nurs Sci. 2016;34(2):92-101 Corresponding Author: ผู้ช่วยศาสตราจารย์อรวมน ศรียุกตศุทธ, คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล บางกอกน้อย กรุงเทพฯ, e-mail:
[email protected]* นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการพยาบาลผูใ้ หญ่ คณะพยาบาลศาสตร์ และบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล 1 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 2 หน่วยไต กองอายุรกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า Journal of Nursing Science 93 J NURS SCI Vol 34 No 2 April - June 2016 ความสำาคัญของปัญหา โดยปกติ ร่า งกายจะได้ รับ ฟอสเฟตจากอาหารที่ รับประทาน ฟอสเฟตจะถูกดูดซึมผ่านทางเดินอาหาร และ ไตเป็นอวัยวะหลักในการขับฟอสเฟตส่วนเกินออกจาก ร่างกายทางปัสสาวะ ในผูป้ ว่ ยไตวาย การสูญเสียหน้าทีข่ อง ไตทำาให้การขับฟอสเฟตออกจากร่างกายลดลง ไม่เพียงพอ กับปริมาณทีร่ บั เข้าสูร่ า่ งกาย มีผลให้ระดับฟอสเฟตในเลือด สูงเกินค่าปกติ โดยระดับฟอสเฟตในเลือดทีม่ ากกว่าหรือ เท่ากับ 5.5 มก./ดล. ถือว่ามีภาวะฟอสเฟตในเลือดสูง (hyperphosphatemia)1 ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของ สมดุลเมตาบอลิสมของแคลเซียม ฟอสฟอรัส ฮอร์โมน พาราไทรอยด์ และวิตามินดี ทำาให้มคี วามผิดปกติของกระดูก และกล้ามเนือ้ มีการเกาะตัวของฟอสเฟตและแคลเซียมตาม เนือ้ เยือ่ และหลอดเลือด โดยเฉพาะหลอดเลือดหัวใจ จน ทำาให้หลอดเลือดหัวใจตีบตัน2 ซึง่ ระดับฟอสเฟตในเลือดทีส่ งู ขึน้ และภาวะทีแ่ คลเซียมเกาะหลอดเลือดนัน้ มีผลเพิม่ ความ เสีย่ งต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และเพิม่ ความเสีย่ ง ต่อการเสียชีวติ ของผูป้ ว่ ย3 ดังนัน้ การหาแนวทางป้องกัน แก้ไข และควบคุมระดับฟอสเฟตในเลือดของผู้ป่วยกลุ่มนี้ให้อยู่ ในเกณฑ์ท่ีเหมาะสม จึงเป็นสิ่งสำาคัญในการลดอัตรา การเจ็บป่วย อัตราการเสียชีวติ ค่าใช้จา่ ยในการรักษา และ ภาวะแทรกซ้อนทีเ่ กิดขึน้ สำาหรับผูป้ ว่ ยไตวายทีไ่ ด้รบั การฟอกเลือดด้วยเครือ่ งไต เทียมนัน้ การป้องกันและรักษาภาวะฟอสเฟตในเลือดสูง มีหลักสำาคัญ 3 ประการ1 ได้แก่ 1) การจำากัดอาหารทีม่ ี ฟอสเฟตสูงเพือ่ ลดปริมาณฟอสเฟตเข้าสูร่ า่ งกาย 2) การ ฟอกเลือดด้วยเครือ่ งไตเทียมอย่างเพียงพอ เพือ่ ขับฟอสเฟต ส่วนเกินออกจากร่างกาย และ 3) การรักษาโดยใช้ยาจับ ฟอสเฟต เพือ่ ลดการดูดซึมของฟอสเฟตจากทางเดินอาหาร และทำาให้ฟอสเฟตถูกขับออกจากร่างกายทางอุจจาระ ทัง้ นี้ การรักษาด้วยการใช้ยาจับฟอสเฟตเพื่อควบคุมระดับ ฟอสเฟตในเลือดถือเป็นวิธกี ารทีม่ ปี ระสิทธิภาพ เนือ่ งจาก สามารถประหยัดค่าใช้จา่ ยได้มากกว่า และมีความเป็นไปได้ มากกว่าการเพิม่ จำานวนครัง้ ในการฟอกเลือดด้วยเครือ่ งไต เทียม อีกทัง้ ยังทำาให้ผปู้ ว่ ยปลอดภัยจากภาวะทุพโภชนาการ ได้มากกว่าวิธกี ารจำากัดอาหารทีม่ ฟี อสเฟตสูง แต่สง่ิ ทีส่ าำ คัญ 94 Journal of Nursing Science คือ ผูป้ ว่ ยต้องรับประทานยาจับฟอสเฟตอย่างถูกต้องและ สมำา่ เสมอ จึงจะสามารถช่วยควบคุมภาวะฟอสเฟตในเลือดได้4 อย่างไรก็ตามจากรายงานการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า ผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมมีพฤติกรรมจำากัด อาหารทีม่ ฟี อสเฟตสูงอยูใ่ นระดับดีพอควร แต่มกั ขาดความ สมำา่ เสมอในการรับประทานยาจับฟอสเฟต5 มีการศึกษา ถึงสาเหตุ ปัญหา และอุปสรรค ทีท่ าำ ให้ผปู้ ว่ ยรับประทาน ยาจับฟอสเฟตไม่สมำา่ เสมอ พบว่าเกิดจากการขาดความรู้ และมีความเข้าใจผิดเกีย่ วกับการควบคุมฟอสเฟต รวมทัง้ ไม่ให้ความสำาคัญกับการรับประทานยาจับฟอสเฟต ทำาให้ ขาดความร่ ว มมื อ ในการรั บประทานยา ผู้ป่ว ยมั ก ลื ม รับประทานยา บางรายไม่ชอบรับประทาน เนือ่ งจากยา เม็ดใหญ่ รสชาติไม่ดี ต้องเคีย้ ว และกลืนลำาบาก ผูป้ ว่ ยบาง รายไม่สนใจทีจ่ ะรับประทานยา6 ผูป้ ว่ ยบางส่วนไม่ทราบว่า ต้องเคีย้ วหรือบดยาให้ละเอียดก่อนกลืน หรือบางรายทราบ แต่ไม่สามารถปฏิบตั ไิ ด้เนือ่ งจากไม่มฟี นั บางรายเมือ่ เคีย้ ว ยาแล้วรู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน ทำาให้ไม่อยากรับประทาน อาหารหลังจากรับประทานยา บางรายเมื่อเคี้ยวยาจะ ติดตามซอกเหงือก ซอกฟัน ทำาให้รสู้ กึ รำาคาญ7 ปัญหาเหล่า นีท้ าำ ให้ผปู้ ว่ ยไม่อยากรับประทานยา ส่งผลให้รบั ประทาน ยาไม่สมำ่าเสมอ ซึ่งผู้วิจัยเชื่อว่าการส่งเสริมให้ผ้ปู ่วยปรับ พฤติกรรมการรับประทานยาจับฟอสเฟตให้ถูกต้องและ สมำา่ เสมอ โดยการให้ขอ้ มูลทีถ่ กู ต้อง ส่งเสริมให้ผปู้ ว่ ยมีแรง จูงใจ และพัฒนาทักษะทีเ่ หมาะสมในการรับประทานยาจับ ฟอสเฟตเป็นสิง่ จำาเป็นในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จากการทบทวนงานวิจยั ทีผ่ า่ นมาเกีย่ วกับการส่งเสริม ความสมำ่าเสมอในการรับประทานยาจับฟอสเฟตพบว่า มักเป็นการศึกษาทดลองที่มุ่งเน้นการสอนให้ความรู้แก่ ผูป้ ว่ ยเกีย่ วกับฟอสเฟตและยาจับฟอสเฟต รวมทัง้ การให้ คำาปรึกษาโดยพยาบาลหรือทีมสุขภาพ8-10 โดยทั้งหมด เป็นการศึกษาในต่างประเทศ ส่วนในประเทศไทยพบการ ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการควบคุมระดับ ฟอสเฟตในเลือดของผูป้ ว่ ยฟอกเลือดด้วยเครือ่ งไตเทียม5 และยังไม่พบการศึกษาทีเ่ กีย่ วข้องกับวิธกี ารส่งเสริมความ สมำ่า เสมอในการรั บ ประทานยาจั บ ฟอสเฟตในผู้ป่ว ย ฟอกเลือดด้วยเครือ่ งไตเทียม โดยเฉพาะยังไม่มกี ารศึกษาใด J NURS SCI Vol 34 No 2 April - June 2016 กล่าวถึงวิธกี ารให้ขอ้ มูลร่วมกับการสร้างแรงจูงใจ และการ พัฒนาทักษะของผูป้ ว่ ยในการรับประทานยาจับฟอสเฟตให้ ถูกต้อง ผูว้ จิ ยั จึงสนใจศึกษาวิธกี ารเพิม่ ความสมำา่ เสมอในการ รับประทานยาจับฟอสเฟตในผูป้ ว่ ยฟอกเลือดด้วยเครือ่ งไต เทียมโดยใช้ Information Motivation Behavioral Skills Model (IMB model)11 ซึง่ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ หลักสำาคัญ ได้แก่ 1) การให้ขอ้ มูล (information) ผูป้ ว่ ย จำาเป็นต้องได้รบั ข้อมูลความรูท้ ถ่ี กู ต้องเกีย่ วกับโรค เข้าใจ ขั้นตอนและความสำาคัญของกระบวนการรักษาและผล ข้างเคียงทีอ่ าจเกิดขึน้ โดยข้อมูลทีไ่ ด้รบั จะนำาไปสูก่ ารปรับ พฤติกรรมที่เหมาะสมของผู้ป่วย 2) การเสริมแรงจูงใจ (motivation) ซึง่ เป็นสิง่ สำาคัญทีส่ ามารถผลักดันให้ผปู้ ว่ ย กระทำาพฤติกรรมต่างๆ ได้ ประกอบด้วย แรงจูงใจระดับ บุคคล (personal motivation) คือ ทัศนคติและความเชือ่ ของบุคคลทีจ่ ะปฏิบตั หิ รือไม่ปฏิบตั พิ ฤติกรรมนัน้ ๆ และแรง จูงใจระดับสังคม (social motivation) คือ การได้รบั แรง สนับสนุนจากสังคมให้ปฏิบตั พิ ฤติกรรม อาจเป็นบุคคลใน ครอบครัว บุคลากรทางสุขภาพทีม่ คี วามสำาคัญในการให้ กำาลังใจ เสริมแรงจูงใจต่อผูป้ ว่ ย และ 3) การพัฒนาทักษะ (behavioral skills) โดยแนวคิดนีเ้ ชือ่ ว่า การทีผ่ ปู้ ว่ ยจะ สามารถปฏิบตั พิ ฤติกรรมใดได้นน้ั จำาเป็นต้องมีทกั ษะเกีย่ ว กับพฤติกรรมนั้นๆ รับรู้สมรรถนะของตนเอง รวมไปถึง ความเข้มแข็งและความพยายามในการฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ และแสดงออกมาในรูปแบบการจัดการและการดูแลตนเอง อย่างเหมาะสม โดยทัง้ 3 องค์ประกอบนี้ ส่งผลให้ผปู้ ว่ ยเกิด การตัดสินใจในการทำาพฤติกรรมนัน้ ๆ นำาไปสูก่ ารปรับเปลีย่ น พฤติกรรมทางสุขภาพของผูป้ ว่ ย ซึง่ ผูว้ จิ ยั ได้นาำ แนวคิดดัง กล่าวทัง้ 3 องค์ประกอบมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนา โปรแกรมการให้ขอ้ มูล เสริมแรงจูงใจ และทักษะการรับ ประทานยาจับฟอสเฟต โดยคาดว่าจะสามารถเพิม่ ความ สมำ่าเสมอในการรับประทานยาจับฟอสเฟต และลดระดับ ฟอสเฟตในเลือดสำาหรับผูป้ ว่ ยฟอกเลือดด้วยเครือ่ งไตเทียมได้ จับฟอสเฟตและระดับฟอสเฟตในเลือด ในผูป้ ว่ ยฟอกเลือด ด้วยเครื่องไตเทียมระหว่างกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรม การให้ขอ้ มูล เสริมแรงจูงใจ และทักษะการรับประทานยา จับฟอสเฟต และกลุม่ ควบคุมทีไ่ ด้รบั การดูแลจากพยาบาล และทีมสุขภาพตามปกติ สมมติฐานการวิจยั กลุม่ ทดลองทีไ่ ด้รบั โปรแกรมการให้ขอ้ มูล เสริมแรง จูงใจ และทักษะการรับประทานยาจับฟอสเฟตในผูป้ ว่ ย ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม มีความสมำ่าเสมอในการ รับประทานยาจับฟอสเฟตสูงกว่า และมีระดับฟอสเฟตใน เลือดตำา่ กว่ากลุม่ ควบคุม วิธดี าำ เนินการวิจยั การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มและ มีกลุม่ ควบคุม (randomized controlled trial) ประชากรและกลุม่ ตัวอย่าง ประชากรในการศึกษา คือ ผูป้ ว่ ยไตวายทีไ่ ด้รบั การ รักษาด้วยวิธกี ารฟอกเลือดด้วยเครือ่ งไตเทียม ทัง้ เพศชาย และหญิงทีม่ ารับการตรวจรักษาทีแ่ ผนกผูป้ ว่ ยนอก คลินกิ โรคไต โรงพยาบาลขนาดใหญ่แห่งหนึง่ ในกรุงเทพมหานคร โดยมีเกณฑ์การคัดเข้ากลุม่ ตัวอย่าง (inclusion criteria) ประกอบด้วย 1) อายุระหว่าง 18-60 ปี 2) ได้รบั การฟอกเลือด 3 ครัง้ ต่อสัปดาห์ และมีคา่ ความเพียงพอการฟอกเลือดอยู่ ในเกณฑ์ปกติ (KT/V มากกว่า 1.2) 3) รับประทานยา จับฟอสเฟตด้วยตนเองนานกว่า 3 เดือน 4) ขาดความ สมำา่ เสมอในการรับประทานยาจับฟอสเฟตในช่วง 1 เดือน ทีผ่ า่ นมา 5) สามารถอ่านและเขียนภาษาไทยได้ ไม่มปี ญ ั หา การได้ยนิ การมองเห็นและการพูด มีการรับรูเ้ กีย่ วกับบุคคล วัน เวลา สถานทีป่ กติ และ 6) สามารถติดต่อสือ่ สารทาง โทรศัพท์ได้ ขนาดกลุม่ ตัวอย่างคำานวณโดยใช้โปรแกรม G Power12 กำาหนดขนาดอิทธิพลขนาดใหญ่ (.80) ซึ่งได้จากการ ทบทวนงานวิจยั ทีผ่ า่ นมา8 กำาหนดระดับนัยสำาคัญทางสถิติ วัตถุประสงค์การวิจยั .05 อำานาจการทดสอบ .85 ได้ขนาดกลุม่ ตัวอย่างกลุม่ ละ เพือ่ เปรียบเทียบความสมำา่ เสมอในการรับประทานยา 30 คน ผูว้ จิ ยั วางแผนป้องกันการสูญหายของกลุม่ ตัวอย่าง Journal of Nursing Science 95 J NURS SCI Vol 34 No 2 April - June 2016 ระหว่างทำาการศึกษาโดยเพิม่ ขนาดกลุม่ ตัวอย่างร้อยละ 15 ทำาให้ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่ม ทดลอง กลุม่ ละ 35 คน เครือ่ งมือการวิจยั เครือ่ งมือทีใ่ ช้ดาำ เนินการวิจยั 1. โปรแกรมการให้ขอ้ มูล เสริมแรงจูงใจ และทักษะ การรับประทานยาจับฟอสเฟต โดยผู้วิจัยพัฒนาขึ้นจาก IMB model11 และการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่ เกีย่ วข้อง โปรแกรมประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การให้ ข้อ มู ล เกี่ย วกั บ การควบคุ ม ระดั บ ฟอสเฟต การรักษา ชนิด และวิธกี ารรับประทานยาจับฟอสเฟตทีถ่ กู ต้อง โดยให้ขอ้ มูลตามความต้องการและความเหมาะสม ของแต่ละบุคคล มีการใช้สอ่ื ประกอบการให้ขอ้ มูล ได้แก่ โปสเตอร์ประกอบการสอน ตัวอย่างเม็ดยาจับฟอสเฟต และคูม่ อื การรับประทานยาจับฟอสเฟต 2) การเสริมแรง จูงใจ โดยชีใ้ ห้เห็นถึงประโยชน์จากการรับประทานยาจับ ฟอสเฟต ให้กาำ ลังใจ สร้างเสริมทัศนคติในทางบวก และ ความเชือ่ ทีถ่ กู ต้องในการรับประทานยาจับฟอสเฟต สร้าง แรงจูงใจจากบุคคลทีม่ ผี ลต่อกำาลังใจในการรับประทานยา ของผูป้ ว่ ย และ 3) การพัฒนาทักษะในการรับประทานยา จับฟอสเฟต โดยส่งเสริมและพัฒนาให้ผปู้ ว่ ยมีทกั ษะทีถ่ กู ต้องและเหมาะสมในการรับประทานยาจับฟอสเฟตใน สถานการณ์ต่างๆ รวมทั้งสามารถจัดการกับปัญหาและ อุปสรรคในการรับประทานยาจับฟอสเฟต เพือ่ นำาไปสูก่ าร รับประทานยาอย่างสมำา่ เสมอ ทัง้ 3 องค์ประกอบนำามาจัด กิจกรรมให้แก่กลุ่มทดลองเป็นรายบุคคลทั้งหมด 4 ครั้ง รวมระยะเวลา 4 สัปดาห์ กิจกรรมครัง้ แรกในสัปดาห์ท่ี 1 ผู้วิจัยให้ข้อมูล เสริมสร้างแรงจูงใจและพัฒนาทักษะให้ ผูป้ ว่ ยมีทกั ษะทีถ่ กู ต้อง เหมาะสม และสามารถรับประทาน ยาจับฟอสเฟตในสถานการณ์ตา่ งๆ ได้อย่างสมำา่ เสมอ มีการ มอบสติก๊ เกอร์เตือนการรับประทานยาให้นาำ ไปติดไว้ทบ่ี า้ น และให้กล่องใส่ยาเพื่อให้สามารถพกยาจับฟอสเฟตไป รับประทานเมือ่ ต้องเดินทางออกจากบ้าน กิจกรรมนีใ้ ช้เวลา ประมาณ 30 นาที ส่วนกิจกรรมครัง้ ที่ 2-4 เป็นการโทรศัพท์ ติดตามในสัปดาห์ท่ี 2, 3, 4 โดยใช้แนวทางการสนทนาในการ โทรศัพท์ตดิ ตาม ใช้เวลาครัง้ ละประมาณ 10 นาที 96 Journal of Nursing Science 2. แบบประเมินข้อมูล แรงจูงใจ และทักษะในการ รับประทานยาจับฟอสเฟตในผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยเครื่อง ไตเทียม พัฒนาโดยผูว้ จิ ยั เพือ่ นำาข้อมูลทีไ่ ด้มาใช้ในการให้ โปรแกรมการทดลองทีเ่ หมาะสมแก่กลุม่ ทดลองแต่ละราย ตลอดระยะเวลาการดำาเนินงานวิจยั 3. แผนการสอนเรือ่ ง การส่งเสริมความสมำา่ เสมอใน การรับประทานยาจับฟอสเฟต และสือ่ ประกอบการสอน ที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับแผนการสอน ได้แก่ โปสเตอร์ ประกอบการสอน ตัวอย่างเม็ดยาจับฟอสเฟต และคูม่ อื การ รับประทานยาจับฟอสเฟต พัฒนาโดยผูว้ จิ ยั เครือ่ งมือทีใ่ ช้เก็บรวบรวมข้อมูล 1. แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ประกอบด้วย ข้อมูล ส่วนบุคคล และข้อมูลเกีย่ วกับโรคและการรักษา 2. แบบสอบถามความสมำา่ เสมอในการรับประทานยา (Medication Adherence Report Scale: MARS) พัฒนา โดย Horne & Weinman13 เครือ่ งมือนีม้ กี ารนำาไปใช้ใน ผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม9 แปลเป็นภาษาไทย โดยใช้กระบวนการแปลย้อนกลับ (back translation) โดย นภาพร รุจเิ สถียร14 ผูว้ จิ ยั ได้รบั อนุญาตให้ใช้จากผูพ้ ฒ ั นา และผูแ้ ปลเครือ่ งมือ แบบสอบถามมี 5 คำาถาม เป็นแบบ มาตราส่วนประมาณค่า 1-5 คะแนน ระดับคะแนน 1 เท่ากับ “เป็นประจำา” ไปจนถึงระดับคะแนน 5 เท่ากับ “ไม่เคยเลย” มีคะแนนรวมระหว่าง 5-25 คะแนน คะแนน สูง หมายถึง ความสมำา่ เสมอในการรับประทานยาดี คะแนน ตำา่ หมายถึง ความสมำา่ เสมอในการรับประทานยาไม่ดี เครือ่ งมือทีใ่ ช้ดาำ เนินการวิจยั ได้ผา่ นการพิจารณาความ ครอบคลุม ความถูกต้องเหมาะสมของเนื้อหาและภาษา ทีใ่ ช้ โดยผูท้ รงคุณวุฒิ 3 คน และนำาไปทดลองใช้กบั ผูป้ ว่ ย ทีม่ ลี กั ษณะคล้ายคลึงกับกลุม่ ตัวอย่างจำานวน 5 รายก่อน นำาไปใช้จริง ส่วนแบบสอบถามความสมำ่าเสมอในการ รับประทานยาเป็นเครือ่ งมือทีพ่ ฒ ั นาขึน้ และถูกนำาไปใช้ใน ผูป้ ว่ ยกลุม่ ต่างๆ รวมทัง้ ผูป้ ว่ ยฟอกเลือดด้วยเครือ่ งไตเทียม มาแล้ว ผูว้ จิ ยั จึงไม่ได้ตรวจสอบความตรงของเนือ้ หาของ แบบสอบถามดังกล่าว แต่ได้หาความเทีย่ งของเครือ่ งมือ โดยนำาไปใช้กบั ผูป้ ว่ ยทีม่ ลี กั ษณะคล้ายคลึงกับกลุม่ ตัวอย่าง จำานวน 30 ราย คำานวณค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของ J NURS SCI Vol 34 No 2 April - June 2016 ครอนบาค (Cronbach’s alpha coefficient) ได้คา่ ความ เชือ่ มัน่ ที่ .85 การพิทกั ษ์สทิ ธิก์ ลุม่ ตัวอย่าง โครงการวิจัยนี้ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการ จริยธรรมการวิจยั ในคน คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัย มหิดล (เลขที่ IRB-NS2014/19.2603) และจากคณะ อนุกรรมการพิจารณาโครงการวิจยั กรมแพทย์ทหารบก (รหัสโครงการเลขที่ Q013q/57) วิธเี ก็บรวบรวมข้อมูล หลังจากได้รบั การอนุมตั ติ ามสายการบังคับบัญชาให้ เก็บข้อมูลจากโรงพยาบาลและได้รบั ความยินยอมจากกลุม่ ตัวอย่าง ผู้วิจัยสุ่มกลุ่มตัวอย่างเข้ากลุ่มควบคุมและกลุ่ม ทดลอง ด้วยวิธกี ารสุม่ ตัวเลขจากโปรแกรมสุม่ คอมพิวเตอร์ หลังจากทราบว่ากลุ่มตัวอย่างอยู่ในกลุ่มใด ผู้วิจัยดำาเนิน กิจกรรมตามแบบแผนการทดลองและการเก็บข้อมูล โดยการศึกษาครัง้ นีผ้ วู้ จิ ยั เป็นผูใ้ ห้โปรแกรมการทดลองแก่ กลุม่ ทดลองด้วยตนเอง ส่วนการเก็บข้อมูลตัวแปรทีศ่ กึ ษา ทำาโดยผูช้ ว่ ยวิจยั ซึง่ ไม่ทราบว่ากลุม่ ตัวอย่างรายใดเป็นกลุม่ ควบคุมหรือกลุม่ ทดลอง ก่อนเริม่ การทดลองผูช้ ว่ ยวิจยั เก็บรวบรวมข้อมูลระดับ ฟอสเฟตในเลื อ ด และข้ อ มู ล ความสมำ่า เสมอในการ รับประทานยาจับฟอสเฟตจากกลุม่ ตัวอย่างแต่ละราย กลุม่ ควบคุมได้รบั การดูแลตามปกติจากคลินกิ โรคไต และได้รบั คูม่ อื การรับประทานยาจับฟอสเฟตในผูป้ ว่ ยฟอก เลือดด้วยเครือ่ งไตเทียมกลับไปศึกษาด้วยตนเอง ส่วนกลุม่ ทดลองนอกจากได้รับการดูแลตามปกติแล้ว ผู้วิจัยให้ โปรแกรมการให้ข้อมูล เสริมแรงจูงใจและทักษะการ รับประทานยาจับฟอสเฟตเป็นรายบุคคล ประกอบด้วย กิจกรรมทัง้ สิน้ 4 ครัง้ เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ผูช้ ว่ ยวิจยั เก็บข้อมูลความสมำา่ เสมอในการรับประทาน ยาจากกลุ่มตัวอย่างทุกรายอีกครั้งหนึ่งในสัปดาห์ท่ี 5 ที่ คลินกิ โรคไต และมีการติดตามผลการตรวจระดับฟอสเฟต ในเลือดครัง้ ต่อไปของกลุม่ ตัวอย่างทุกรายจากเวชระเบียน ในสัปดาห์ท่ี 13 การวิเคราะห์ขอ้ มูล วิเคราะห์ขอ้ มูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สาำ เร็จรูป กำาหนดความมีนยั สำาคัญที่ .05 วิเคราะห์ขอ้ มูลส่วนบุคคล โดยใช้สถิตพิ รรณนา และทดสอบสมมุตฐิ านการวิจยั ด้วย สถิติ independent t-test การศึกษาครัง้ นีก้ ลุม่ ตัวอย่างจำานวน 70 คน ถูกสุม่ เข้า กลุม่ กลุม่ ควบคุมและกลุม่ ทดลอง กลุม่ ละ 35 คน ในกลุม่ ทดลองมีผยู้ ตุ กิ ารวิจยั หลังจากได้โปรแกรมครัง้ แรกจำานวน 1 คน เนือ่ งจากแพทย์ให้หยุดรับประทานยาจับฟอสเฟต เมือ่ สิน้ สุดการวิจยั จึงเหลือกลุม่ ทดลอง 34 คน และกลุม่ ควบคุม 35 คน ผลการวิจยั ผลการศึกษาพบว่า กลุม่ ตัวอย่างมีอายุเฉลีย่ 41.84 ปี (SD = 10.61) ร้อยละ 67.1 เป็นเพศชาย ร้อยละ 34.3 จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 32.9 ประกอบอาชีพ รับราชการ ร้อยละ 92.9 มีภาวะความดันโลหิตสูง ระยะ เวลาเฉลีย่ ทีไ่ ด้รบั การฟอกเลือดด้วยเครือ่ งไตเทียมของกลุม่ ตัวอย่างเท่ากับ 4.6 ปี (SD = 4.54) ร้อยละ 85.7 ใช้ เส้นเลือดจริงที่ผ่าตัดถาวร สำาหรับฟอกเลือดด้วยเครื่อง ไตเทียม ยาจับฟอสเฟตที่ใช้ส่วนใหญ่ คือ calcium carbonate (ร้อยละ 74.3) รองลงมา คือ aluminum hydroxide (ร้อยละ 24.3) lanthanum (fosrenal®) (ร้อยละ10) sevelamer (renvelar®) (ร้อยละ 10) calcium acetate (ร้อยละ 1.4) และ calcium carbonate capsule (ร้อยละ 1.4) ตามลำาดับ เมือ่ เปรียบเทียบข้อมูลก่อนการทดลองระหว่างกลุม่ ทดลองและกลุม่ ควบคุม โดยข้อมูลอายุ รายได้ครอบครัว ระยะเวลาที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และ ความสมำา่ เสมอในการรับประทานยาจับฟอสเฟต ใช้สถิติ independent t-test สำาหรับข้อมูลเกีย่ วกับ เพศ ระดับ การศึกษา สถานภาพสมรส อาชีพ ความเพียงพอของ รายได้ สิทธิในการจ่ายค่ารักษา ชนิดของเส้นเลือดที่ใช้ สำาหรับฟอกเลือด ชนิดของยาจับฟอสเฟตที่รับประทาน และผลการตรวจทางห้องปฏิบตั กิ าร ได้แก่ ระดับฟอสเฟต แคลเซียม พาราไทรอยด์ฮอร์โมน และอัลบูมินในเลือด ใช้สถิติ chi-square พบว่ากลุม่ ทดลองและกลุม่ ควบคุมไม่มี ความแตกต่างกันอย่างมีนยั สำาคัญทางสถิติ (p > .05) Journal of Nursing Science 97 J NURS SCI Vol 34 No 2 April - June 2016 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูลคะแนนความสมำา่ เสมอในการ เลือดก่อนการทดลองของกลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มไม่มี รับประทานยาจับฟอสเฟตและระดับฟอสเฟตในเลือดก่อน ความแตกต่างกันอย่างมีนยั สำาคัญทางสถิติ (t = -1.258, การทดลอง ระหว่างกลุม่ ทดลองและกลุม่ ควบคุม โดยใช้ p > .05 และ t = .756, p > .05 ตามลำาดับ) ดังรายละเอียด สถิติ independent t- test พบว่าคะแนนความสมำา่ เสมอ ในตารางที่ 1 ในการรับประทานยาจับฟอสเฟตและระดับฟอสเฟตใน ตารางที่ 1 เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนความสมำา่ เสมอในการรับประทานยาจับฟอสเฟต และระดับฟอสเฟต ในเลือดก่อนการทดลอง ระหว่างกลุม่ ควบคุมกับกลุม่ ทดลอง ตัวแปร กลุม่ ทดลอง (n = 34) กลุม่ ควบคุม (n = 35) t p-value X (SD) X (SD) - ความสมำา่ เสมอในการ 20.82 (2.93) 21.60 (2.13) -1.258 .213 รับประทานยาจับฟอสเฟต - ระดับฟอสเฟตในเลือด 5.27 (1.69) 4.99 (1.42) .756 .452 ภายหลังการทดลองพบว่า ค่าเฉลีย่ ความสมำา่ เสมอใน การรับประทานยาจับฟอสเฟตเพิ่มขึ้นทั้งสองกลุ่ม กลุ่ม ทดลองเพิม่ จาก 20.82 (SD = 2.93) เป็น 24.55 (SD = 1.46) และกลุม่ ควบคุมเพิม่ จาก 21.60 (SD = 2.13) เป็น 22.37 (SD = 2.43) เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความ สมำา่ เสมอในการรับประทานยาจับฟอสเฟตก่อนและหลัง การทดลองภายในกลุม่ เดียวกันด้วยสถิติ paired t-test พบว่า ค่าเฉลี่ยความสมำ่าเสมอในการรับประทานยาจับ ฟอสเฟตก่อนและหลังการทดลองภายในของทั้งกลุ่ม ทดลองและกลุ่ ม ควบคุ ม มี ค วามแตกต่ า งกั น อย่ า งมี นัยสำาคัญทางสถิติ (t = 8.06, p < .05 และ t = 2.68, p < .05 ตามลำาดับ) ส่วนระดับฟอสเฟตในเลือดของกลุ่มตัวอย่างพบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยหลังการทดลองลดลงจาก 5.27 มก./ดล. (SD = 1.69) เป็น 4.89 มก./ดล. (SD = 1.40) กลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยหลังการทดลองเพิ่มขึ้นจาก 4.99 มก./ดล. (SD = 1.42) เป็น 5.21 มก./ดล. (SD = 2.00) เมือ่ เปรียบเทียบค่าเฉลีย่ ระดับฟอสเฟตในเลือดก่อนและ หลังการทดลองภายในกลุม่ เดียวกันด้วยสถิติ paired t-test พบว่าค่าเฉลี่ยระดับฟอสเฟตในเลือดก่อนและหลังการ ทดลองภายในของทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมไม่มี ความแตกต่างกันอย่างมีนยั สำาคัญทางสถิติ (t = 1.578, p > .05 และ t = - .850, p > .05 ตามลำาดับ) รายละเอียด ดังแสดงในตารางที่ 2 ตารางที่ 2 เปรียบเทียบค่าเฉลีย่ ความสมำา่ เสมอในการรับประทานยาจับฟอสเฟตและระดับฟอสเฟตในเลือดก่อนและ หลังการทดลอง ในกลุม่ ทดลองและกลุม่ ควบคุม N ก่อนทดลอง N หลังการทดลอง paired t-test p-value X (SD) X (SD) - ความสมำา่ เสมอในการ รับประทานยาจับฟอสเฟต กลุม่ ทดลอง 35 20.82 (2.93) 34 24.55 (1.46) 8.06 .000 กลุม่ ควบคุม 35 21.60 (2.13) 35 22.37 (2.43) 2.68 .011 - ระดับฟอสเฟตในเลือด กลุม่ ทดลอง 35 5.27 (1.69) 34 4.89 (1.40) 1.578 .124 กลุม่ ควบคุม 35 4.99 (1.42) 35 5.21 (2.00) - .850 .401 98 Journal of Nursing Science J NURS SCI Vol 34 No 2 April - June 2016 ผูว้ จิ ยั ทดสอบสมมุตฐิ านการวิจยั โดยเปรียบเทียบค่า การทดลองในกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมี เฉลีย่ ความสมำา่ เสมอในการรับประทานยาจับฟอสเฟต และ นัยสำาคัญทางสถิติ (t = 4.535, p < .05) ส่วนระดับฟอสเฟต ระดับฟอสเฟตในเลือดหลังการทดลอง ระหว่างกลุม่ ทดลอง ในเลือดหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่ม และกลุม่ ควบคุมด้วยสถิติ independent t- test พบว่า ควบคุม พบว่าไม่มคี วามแตกต่างกันอย่างมีนยั สำาคัญทาง ความสมำ่าเสมอในการรับประทานยาจับฟอสเฟตหลัง สถิติ (t = - .763, p > .05) ดังแสดงในตารางที่ 3 ตารางที่ 3 เปรียบเทียบค่าเฉลีย่ ความสมำา่ เสมอในการรับประทานยาจับฟอสเฟตและระดับฟอสเฟตในเลือดหลัง การทดลอง ระหว่างกลุม่ ทดลองและกลุม่ ควบคุม ตัวแปร กลุม่ ทดลอง (n = 34) กลุม่ ควบคุม (n = 35) t p-value X (SD) X (SD) - ความสมำา่ เสมอในการ 24.55 (1.46) 22.37 ( 2.43) 4.535 .000 รับประทานยาจับฟอสเฟต - ระดับฟอสเฟตในเลือด 4.89 (1.40) 5.21 (2.00) - .763 .448 การอภิปรายผล การศึกษาครัง้ นีพ้ บว่าก่อนการทดลอง กลุม่ ตัวอย่าง ทั้งสองกลุ่มมีความสมำ่าเสมอในการรับประทานยาจับ ฟอสเฟตไม่แตกต่างกัน (t = -1.258, p > .05) ภายหลัง การทดลองพบว่า ทั้งสองกลุ่มมีความสมำ่าเสมอในการ รับประทานยาจับฟอสเฟตเพิม่ ขึน้ อย่างไรก็ดใี นกลุม่ ทดลอง หลังจากที่ได้รับโปรแกรมการทดลองแล้ว พบว่ามีระดับ ความสมำา่ เสมอในการรับประทานยาจับฟอสเฟตสูงกว่าเมือ่ เปรียบเทียบกับกลุม่ ควบคุมทีไ่ ด้รบั การดูแลตามปกติ และ ได้รับคู่มือการรับประทานยาจับฟอสเฟตไปศึกษาด้วย ตนเอง อย่างมีนยั สำาคัญทางสถิติ (t = 4.535, p < .05) จึง กล่าวได้ว่าโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นตามแนวคิดของ IMB Model นี้ สามารถเพิ่มระดับความสมำ่าเสมอในการ รับประทานยาจับฟอสเฟตในผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยเครื่อง ไตเทียมได้ ทัง้ นี้ เนือ่ งมาจากโปรแกรมดังกล่าวสามารถให้ขอ้ มูล ที่จำาเป็นอย่างถูกต้อง และตรงกับความต้องการแก่กลุ่ม ทดลองแต่ละราย โดยข้อมูลมีผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการ รับประทานยา นอกจากนีม้ กี ารให้กาำ ลังใจ เสริมแรงจูงใจ ต่อกลุ่มทดลอง เพื่อเป็นแรงผลักดันให้ปรับพฤติกรรม อี ก ทั้ง พั ฒ นาทั ก ษะที่จำา เป็ น ในการรั บ ประทานยาจั บ ฟอสเฟต ให้สามารถวางแผนป้องกันและจัดการปัญหา อุปสรรคในการรับประทานยาได้อย่างเหมาะสม โดยผ่าน กิจกรรมจำานวน 4 ครัง้ ในระยะเวลา 4 สัปดาห์ ทัง้ ใน รูปแบบการพบเป็นรายบุคคล และการโทรศัพท์ติดตาม มีการประเมินทั้งข้อมูล แรงจูงใจ และทักษะของผู้ป่วย เพื่อนำาข้อมูลที่ได้มาใช้ในการให้โปรแกรมการทดลองที่ เหมาะสม และติดตามผลทุกครัง้ รวมทัง้ เน้นการมีสว่ นร่วม ของกลุม่ ตัวอย่างในการกำาหนดเป้าหมายและวิธกี ารจัดการ ปัญหาอุปสรรคในการรับประทานยา ซึง่ กิจกรรมต่างๆ ตาม โปรแกรมดังทีก่ ล่าวมาแล้ว ทำาให้กลุม่ ทดลองสามารถปรับ พฤติกรรมการรับประทานยาให้ถกู ต้องและสมำา่ เสมอ ทำาให้ การรับประทานยาจับฟอสเฟตในกลุ่มทดลองมีความ สมำา่ เสมอมากขึน้ ได้ จากผลการศึกษาครัง้ นีถ้ งึ แม้วา่ ความ สมำ่า เสมอในการรั บ ประทานยาจั บ ฟอสเฟตของกลุ่ม ควบคุมหลังการทดลองเพิ่มขึ้นกว่าก่อนการทดลองจาก 21.60 (SD = 2.13) เป็น 22.37 (SD = 2.43) อย่างมี นัยสำาคัญทางสถิติ (t = 2.68, p = .011) อาจเนือ่ งมาจาก ผลของการได้ รับคู่มือ การรั บประทานยาจั บฟอสเฟต เพื่อเป็นข้อมูลให้กลุ่มควบคุมไปศึกษาด้วยตนเอง ทำาให้ กลุม่ ควบคุมมีความรูแ้ ละปรับพฤติกรรมการรับประทานยา ให้ เ หมาะสมมากขึ้ น ทำ า ให้ ค วามสมำ่ า เสมอในการ รับประทานยาจับฟอสเฟตเพิม่ ขึน้ ได้เช่นเดียวกัน อย่างไร ก็ดี ผลดังกล่าวยังน้อยกว่ากลุ่มทดลองอย่างมีนัยสำาคัญ ดังนั้นการให้โปรแกรมการทดลองแก่กลุ่มตัวอย่างดังที่ กล่าวมา จึงมีประสิทธิภาพในการเพิ่มความสมำ่าเสมอใน Journal of Nursing Science 99 J NURS SCI Vol 34 No 2 April - June 2016 การรั บ ประทานยาจั บ ฟอสเฟตมากกว่ า การให้ คู่ มื อ รับประทานยาจับฟอสเฟตเพื่อศึกษาด้วยตนเองเพียง อย่างเดียว อย่างไรก็ดีการศึกษาครั้งนี้ พบว่าระดับฟอสเฟต ในเลือดหลังการทดลองของกลุม่ ทดลองและกลุม่ ควบคุม ไม่แตกต่างกันอย่างมีนยั สำาคัญทางสถิติ (t = - .763, p > .05) ซึง่ ไม่เป็นไปตามสมมุตฐิ านการวิจยั ถึงแม้วา่ ระดับฟอสเฟต ในเลือดของกลุ่มทดลองมีแนวโน้มลดลงจากก่อนการ ทดลองจากค่าเฉลีย่ 5.27 มก./ดล. (SD = 1.69) ลดลง เหลือ 4.89 มก./ดล. (SD = 1.40) ส่วนในกลุม่ ควบคุม มีแนวโน้มเพิม่ ขึน้ โดยมีคา่ เฉลีย่ ก่อนการทดลอง 4.99 มก./ ดล. (SD = 1.42) เพิม่ ขึน้ เป็น 5.21 มก./ดล. (SD = 2.00) ผลการศึกษาครัง้ นีส้ อดคล้องกับการศึกษาโปรแกรม เพิม่ ความสมำา่ เสมอในการรับประทานยาจับฟอสเฟตทีผ่ า่ น มา ได้แก่ การศึกษาของ Sandlin และคณะ10 ให้โปรแกรม ระยะเวลา 12 สัปดาห์ ผลการศึกษาพบว่า กลุม่ ตัวอย่างมี ความรู้เพิ่มขึ้นและรับประทานยาจับฟอสเฟตได้อย่างถูก ต้องเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติ (p = .016) แต่ระดับฟอสเฟตในเลือดไม่ลดลงอย่างมีนยั สำาคัญทางสถิติ (p = .236) และการศึกษาของ Van Camp และคณะ8 ที่ ศึกษาโปรแกรมการให้ความรูแ้ ละคำาปรึกษาระยะเวลา 15 สัปดาห์ ติดตามความสม่าำ เสมอในการรับประทานยาทุก สัปดาห์ และติดตามระดับฟอสเฟตในสัปดาห์ท่ี 17 ผลการ ศึกษาพบว่า กลุม่ ทดลองสามารถเพิม่ ระดับความสมำา่ เสมอ ในการรับประทานยาจับฟอสเฟตได้มากกว่ากลุม่ ควบคุม (p < .001) และพบว่าระดับฟอสเฟตในเลือดของกลุ่ม ทดลองลดลงอย่างมีนัยสำาคัญทางสถิติ (p < .001) ใน สัปดาห์ท่ี 17 ถึงแม้วา่ การวิจยั ครัง้ นีใ้ ช้ระยะเวลาในการให้ โปรแกรม 4 สัปดาห์ สามารถเพิม่ ความสมำา่ เสมอในการรับ ประทานยาจับฟอสเฟตได้เช่นเดียวกัน แต่ยังไม่สามารถ ทดสอบผลการลดระดับฟอสเฟตในเลือดได้อย่างชัดเจน ทัง้ นีก้ ารติดตามประเมินการลดลงของระดับฟอสเฟตอาจ ต้องใช้เวลาและมีการติดตามอย่างต่อเนื่องในระยะยาว มากขึน้ เพือ่ ประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมการให้ขอ้ มูล เสริมแรงจูงใจ และทักษะการรับประทานยาจับฟอสเฟต ในผูป้ ว่ ยฟอกเลือดด้วยเครือ่ งไตเทียมให้ชดั เจนขึน้ ต่อไป 100 Journal of Nursing Science ข้อเสนอแนะ โปรแกรมการให้ข้อมูล เสริมแรงจูงใจ และทักษะ การรับประทานยาจับฟอสเฟตในผู้ป่วยฟอกเลือดด้วย เครื่องไตเทียมเพิ่มความสม่ำาเสมอในการรับประทานยา มากขึ้น ผลจากการศึกษามีข้อเสนอแนะในการนำ าไป ประยุกต์ใช้ ดังนี้ 1. ควรมีการนำาโปรแกรมนี้ไปใช้ในผู้ป่วยฟอกเลือด ด้วยเครือ่ งไตเทียมทีม่ คี วามไม่สมำา่ เสมอในการรับประทาน ยาจับฟอสเฟต 2. ควรศึกษาติดตามระดับฟอสเฟตในเลือดในระยะ เวลาทีน่ านขึน้ เพือ่ ประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมต่อ การลดระดับฟอสเฟตในผูป้ ว่ ยฟอกเลือดด้วยเครือ่ งไตเทียม 3. ควรศึกษาวิจยั ผลของโปรแกรมการให้ขอ้ มูล เสริม แรงจูงใจ และทักษะการรับประทานยาจับฟอสเฟตในผูป้ ว่ ย โรคไตกลุม่ อืน่ ๆ ทีไ่ ด้รบั ประทานยาจับฟอสเฟต เช่น ผูป้ ว่ ย ก่อนได้รบั การบำาบัดทดแทนไต ผูป้ ว่ ยทีไ่ ด้รบั การล้างไตทาง หน้าท้อง และทำาการศึกษาในสถานที่อ่นื ที่ลักษณะของ ผูป้ ว่ ย สถานที่ และบริบทแตกต่างจากการศึกษาในครัง้ นี้ เพือ่ สามารถอ้างอิงการนำาโปรแกรมนีไ้ ปใช้ไปสูผ่ ปู้ ว่ ยโรคไต ทีไ่ ด้รบั ยาจับฟอสเฟตกลุม่ อืน่ ได้ และนำาข้อมูลทีไ่ ด้เผยแพร่ ต่อไป 4. ควรมีการศึกษาติดตามผลลัพธ์ทางคลินกิ อืน่ เช่น ระดั บ พาราไทรอยด์ ฮ อร์ โ มน เป็ น ต้ น เพื่ อ ติ ด ตาม ประสิทธิผลของโปรแกรมดังกล่าวต่อไป เอกสารอ้างอิง (References) 1. Kidney Disease: Improving Global Outcomes (KDIGO) CKD-MBD Work Group. KDIGO clinical practice guideline for the diagnosis, evaluation, prevention, and treatment of chronic kidney disease-mineral and bone disorder (CKD-MBD). Kidney Int Suppl. 2009;(113):S1-130. doi: 10.1038/ki.2009.188. PubMed PMID: 19644521. 2. Uhlig K, Berns JS, Kestenbaum B, Kumar R, Leonard MB, Martin KJ, et al. KDOQI US J NURS SCI Vol 34 No 2 April - June 2016 commentary on the 2009 KDIGO clinical practice guideline for the diagnosis, evaluation, and treatment of chronic kidney disease-mineral and bone disorder (CKD-MBD). Am J Kidney Dis. 2010;55(5):773-99. 3. Palmer SC, Hayen A, Macaskill P, Pellegrini F, Craig JC, Elder GJ, et al. Serum levels of phosphorus, parathyroid hormone, and calcium and risks of death and cardiovascular disease in individuals with chronic kidney disease: a systematic review and meta-analysis. JAMA. 2011;305(11):1119-27. 4. Hutchison AJ. Oral phosphate binders. Kidney Int. 2009;75(9):906-14. 5. Suwanpairat J, Sangkard K, Kimpee S, Sriyuktasuth A. Factors influencing serum phosphate control behaviors in hemodialysis patients. Journal of the Nephrology Society of Thailand. 2012;15(4):37-43. (in Thai). 6. Lindberg M, Lindberg P. Overcoming obstacles for adherence to phosphate binding medication in dialysis patients: a qualitative study. Pharm World Sci. 2008;30(5):571-6. 7. Busapavanich S, Dandacha P. Unsuitable medication use behaviour of chronic kidney disease patients. Songklanagarind Medical Journal. 2006;24(4):281-7. (in Thai). 8. Van Camp YP, Huybrechts SA, Van Rompaey B. Nurse-led education and counseling to enhance adherence to phosphate binders. J Clin Nurs. 2012;21(9-10):1304-13. 9. Karamanidou C, Weinman J, Horne R. Improving haemodialysis patients’ understanding of phosphate-binding medication: a pilot study of a psychoeducational intervention designed to change patients’ perceptions of the problem and treatment. Br J Health Psychol. 2008;13(Pt 2):205-14. 10. Sandlin K, Bennett PN, Ockerby C, Corradini AM. The impact of nurse-led education on haemodialysis patients’ phosphate binder medication adherence. J Ren Care. 2013;39(1):12-8. 11. Fisher JD, Fisher WA. Changing AIDS-risk behavior. Psychol Bull. 1992;111(3):455-74. 12. Erdfelder E, Faul F, Buchner A. G power: a general power analysis program. Behav Res Meth Instr. 1996;28(1):1-11. 13. Horne R, Weinman J. Patients’ beliefs about prescribed medicines and their role in adherence to treatment in chronic physical illness. J Psychosom Res. 1999;47(6):555-67. 14. Rujisatian N. The relationship of illness representations and beliefs about medications to adherence to oral hypoglycemic medications in persons with type 2 diabetes [master’s thesis]. Bangkok: Mahidol University; 2009. 137 p. (in Thai). Journal of Nursing Science 101