เนเธอร์แลนด์
ดัตช์
Nederland
[ˈneːdərˌlɑnt]
เนเดอร์ลันด์
อังกฤษ
Netherlands
) หรือชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า
ฮอลแลนด์
อังกฤษ
Holland
) เป็น
ประเทศองค์ประกอบ
ของ
ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์
ประกอบด้วยสิบสองจังหวัดในแผ่นดินใหญ่ และสามเกาะในแคริบเบียนซึ่งทั้งหมดมีชื่อเรียกว่า
แคริบเบียนเนเธอร์แลนด์
ดินแดนส่วนที่อยู่ในทวีปยุโรปมีอาณาเขตทิศเหนือและตะวันตกจด
ทะเลเหนือ
, ทิศใต้จด
ประเทศเบลเยียม
และทิศตะวันออกจด
ประเทศเยอรมนี
และมีพรมแดนทางทะเลร่วมกับเบลเยียม เยอรมนี และ
สหราชอาณาจักร
ภาษาราชการคือ
ภาษาดัตซ์
ในขณะที่
ภาษาฟรีเชียตะวันตก
เป็นภาษาหลักในภูมิภาคทางเหนือ โดยเฉพาะใน
จังหวัดฟรีสลันด์
โดยมีภาษาดัตซ์,
ภาษาอังกฤษ
และ
ภาษาปาเปียเมนตู
เป็นภาษาราชการในแคริบเบียนเนเธอร์แลนด์
เมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ได้แก่
อัมสเตอร์ดัม
รอตเทอร์ดาม
เฮก
และ
ยูเทรกต์
ตามลำดับ แม้อัมสเตอร์ดัมจะมีสถานะเป็นเมืองหลวง ทว่ากรุงเฮกเป็นที่ตั้งของที่ทำการรัฐบาลรวมถึงศูนย์กลางทางการบริหาร และยังเป็นที่ตั้งของรัฐสภา และ
ศาลสูงสุด
ด้วยจำนวนประชากรมากกว่า 18 ล้านคน ซึ่งทั้งหมดอาศัยอยู่ในพื้นที่ 41,850 ตารางกิโลเมตร (16,160 ตารางไมล์) ซึ่งมีพื้นที่แผ่นดินอยู่ที่ 33,500 ตารางกิโลเมตร (12,900 ตารางไมล์) เนเธอร์แลนด์จึงเป็นประเทศที่มีความหนาแน่นของประชากรมากเป็นอันดับที่ 33 ของโลก ด้วยอัตราความหนาแน่น 535 คนต่อตารางกิโลเมตร (1,390 คน/ตารางไมล์) อย่างไรก็ตาม ประเทศนี้ถือเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหาร และสินค้า
เกษตรกรรม
รายใหญ่อันดับสองของโลกตามมูลค่าโดยรวม จากการมีทรัพยากรดินที่อุดมสมบูรณ์, สภาพอากาศอบอุ่น และนวัตกรรมการทำ
เกษตรเชิงสร้างสรรค์
เนเธอร์แลนด์เป็นหนึ่งใน
กลุ่มประเทศแผ่นดินต่ำ
โดยชื่อประเทศ
"Netherlands"
มีความหมายว่า
"ประเทศที่ตั้งอยู่ต่ำ"
โดยพื้นที่กว่า 26% ของแผ่นดินใหญ่ตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล
โดยบริเวณทั้งหมดที่ตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลเป็นที่รู้จักในชื่อโพลเดอร์ (Polder) ซึ่งเป็นผลมาจากการถมที่ดินซึ่งเริ่มต้นในศตวรรษที่ 14 พื้นที่ส่วนใหญ่ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลเกิดจากฝีมือมนุษย์ซึ่งเกิดจากการสกัดพีต (Peat) อย่างกว้างขวางและมีการควบคุมไม่ดีหลายศตวรรษทำให้พื้นผิวต่ำลงหลายเมตร แม้ในพื้นที่น้ำท่วมถึง การสกัดพีตยังดำเนินต่อไปโดยการขุดลอกพื้นที่ ตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 เริ่มมีการฟื้นสภาพที่ดินและปัจจุบันมีการสงวนพื้นที่
โพลเดอร์
ขนาดใหญ่ด้วยระบบการระบายน้ำที่ซับซ้อนซึ่งมีทั้งพนัง คลองและสถานีสูบ พื้นที่เกือบ 17% ของประเทศเป็นพื้นที่ที่เกิดจากการถมทะเล พื้นที่บริเวณกว้างของเนเธอร์แลนด์เกิดจากชะวากทะเลของแม่น้ำสำคัญของทวีปยุโรปสามสายและลำน้ำแตกสาขาเกิดเป็นสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไรน์–เมิซ–ซเกลดะ พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศเป็นที่ราบ ยกเว้นเนินเขาทางตะวันออกเฉียงใต้และเทือกเขาเตี้ย ๆ ทางตอนกลาง การก่อตั้ง
สาธารณรัฐดัตช์
ใน ค.ศ. 1588 เป็นจุดเริ่มต้นยุคเรืองอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมของเนเธอร์แลนด์ ได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งในรัฐที่ทรงอำนาจที่สุดของโลกในขณะนั้น ในช่วงเวลาดังกล่าวถือเป็น
ยุคทองของเนเธอร์แลนด์
บริษัทอย่าง
บริษัทอินเดียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์
และ
บริษัทอินเดียตะวันตกของเนเธอร์แลนด์
มีอิทธิพลทางการค้า การลุงทุน และการแลกเปลี่ยนไปทั่วโลก รวมทั้งแผ่ขยายการล่าอาณานิคม
10
เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศแรก ๆ ของโลกที่มีรัฐสภาจากการเลือกตั้ง และปกครองด้วย
ประชาธิปไตย
ระบบรัฐสภา
และจัดระเบียบเป็น
รัฐเดี่ยว
มาตั้งแต่ ค.ศ. 1848 ประเทศนี้มีธรรมเนียมปฏิบัติในการวางเสาหลัก (การแยกพลเมืองออกเป็นกลุ่มตามศาสนาและความเชื่อทางการเมือง) และมีประวัติการส่งเสริม
เสรีภาพ
ทางสังคมมายาวนาน โดยอนุญาตให้
การค้าประเวณี
และการ
การุณยฆาต
ชอบด้วยกฎหมาย ควบคู่ไปกับการรักษานโยบาย
เสรีนิยม
ด้าน
ยาเสพติด
เนเธอร์แลนด์ยังอนุญาตให้พลเมืองสตรีมีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งมาตั้งแต่ ค.ศ. 1919 และเป็นประเทศแรกที่ออกกฎหมายรับรอง
การสมรสเพศเดียวกัน
ใน ค.ศ. 2001
11
ประเทศมีระบบ
เศรษฐกิจแบบผสม
ถือเป็น
ประเทศพัฒนาแล้ว
โดยมี
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
เฉลี่ยต่อหัวสูงสุดเป็นอันดับที่ 11 ของโลก
ท่าเรือรอตเตอร์ดัม
ถือเป็นท่าเรือที่พลุกพล่านที่สุดในยุโรป และเป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ตั้งอยู่นอก
ทวีปเอเชีย
12
ในขณะที่
ท่าอากาศยานอัมสเตอร์ดัมสคิปโฮล
เป็นท่าอากาศยานหลักของประเทศด้วยจำนวนผู้โดยสารที่พลุกพล่านมากเป็นอันดับ 4 ในยุโรป
เนเธอร์แลนด์เป็นสมาชิกก่อตั้งของ
สหภาพยุโรป
, กลุ่ม 10,
เนโท
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา
องค์การการค้าโลก
และเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพเศรษฐกิจไตรภาคี
เบเนลักซ์
ประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นที่ตั้งของ
องค์การห้ามอาวุธเคมี
และศาลระหว่างประเทศห้าศาล ได้แก่
ศาลอนุญาโตตุลาการถาวร
ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
ศาลอาญาระหว่างประเทศ
คณะตุลาการอาญาระหว่างประเทศสำหรับอดีตยูโกสลาเวีย
และ
คณะตุลาการพิเศษสำหรับเลบานอน
สี่ศาลแรกตั้งอยู่ในกรุงเฮก เช่นเดียวกับ
ยูโรโปล
สำนักข่าวกรองอาชญากรรมของสหภาพยุโรป และ
ยูโรจัสต์
สำนักความร่วมมือทางตุลาการ ทำให้กรุงเฮกได้รับสมญาว่า
"เมืองหลวงกฎหมายโลก"
13
สภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบกว้างใหญ่ พื้นที่ส่วนใหญ่เคยเป็นน้ำทะเลมาก่อนดังนั้นประเทศนี้จึงอยู่ต่ำกว่า
ระดับน้ำทะเล
มีเพียงทางตะวันออกเฉียงใต้ในเขต
ลิมเบิร์ก
เท่านั้นสามารถพบเห็นเนินเขาได้
แม่น้ำไรน์
ที่ไหลมาจาก
เยอรมนี
เป็นแม่น้ำสายสำคัญของประเทศ เนื่องจากเป็นประเทศต่ำกว่าระดับน้ำทะเลจึงทำให้ต้องสร้าง
เขื่อน
เพื่อไม่ให้นำทะเลไหลท่วมได้ เนื่องจาก
เนเธอร์แลนด์
มีที่ตั้งอยู่ชายฝั่งทะเลเหนือ จึงได้รับอิทธิพลของกระแสน้ำอุ่นด้วย ทำให้ภูมิอากาศของประเทศอบอุ่นกว่าประเทศอื่น ๆ ในยุโรป และมีฝนตกชุกในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง มากถึง 700 มิลลิเมตรต่อปี
ประวัติศาสตร์โดยสังเขป ประมาณช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 1 เนเธอร์แลนด์เป็นส่วนหนึ่งของ
จักรวรรดิโรมัน
และมีสันติภาพยาวนานต่อเนื่องเป็นเวลา 250 ปี ต่อมา เมื่อ
จักรวรรดิโรมัน
เสื่อมอำนาจลง กลุ่มชนเจอร์แมนิก และเคลติก โดยเฉพาะชาวแฟรงก์ได้เข้าไปครอบครองพื้นที่แถบนั้น ก่อตั้งเป็น
จักรวรรดิการอแล็งเฌียง
ก่อนจะแยกออกเป็นสามอาณาจักรย่อย ได้แก่ อาณาจักรแฟรงก์ตะวันออก
อาณาจักรแฟรงก์กลาง
อาณาจักรแฟรงก์ตะวันออก
ในเวลาต่อมา โดยดินแดนส่วนใหญ่ของเนเธอร์แลนด์ในปัจจุบันอยู่ในส่วนของอาณาจักรแฟรงก์กลาง ที่ไม่มีความเป็นปึกแผ่น จึงแตกเป็นแคว้นเล็กแคว้นน้อยอยู่หลายแคว้น มีเมืองสำคัญได้แก่
ฮอลแลนด์
แอโน
ฟลานเดอร์ส
เกลเดอร์ส
บราบันต์
และ
ยูเทรกต์
ในช่วงนี้ ระบบเกษตรกรรมถูกพัฒนาไปอย่างมาก ทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว มีพ่อค้ารายใหม่เกิดขึ้นมากมาย ทำให้เมืองเติบโตมากขึ้น นอกจากนี้ ชาวนาจากฟลานเดอร์สและยูเทรกต์เริ่มผันน้ำทะเลออกและสร้างพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นมาใหม่ทางตะวันตก ทำให้เคาน์ตีฮอลแลนด์เริ่มเรืองอำนาจมากขึ้น
ในช่วงปี พ.ศ. 1927 ถึง 2124 (ค.ศ. 1384 ถึง 1581) เนเธอร์แลนด์อยู่ภายใต้การปกครองของ
ดยุคแห่งเบอร์กันดี
ในยุคนี้
อัมสเตอร์ดัม
เติบโตขึ้นและกลายเป็นท่าเรือสินค้าที่สำคัญของทะเล
บอลติก
เป็นจุดกระจายธัญพืชที่สำคัญสู่เบลเยียม ฝรั่งเศสตอนเหนือ และอังกฤษ กองกำลังของเคาน์ตีฮอลแลนด์ก็มีความเข้มแข็งมากขึ้นและสามารถเอาชนะกองทัพของ
สันนิบาตฮันเซอ
ได้หลายครั้ง
ภาพวาด สงครามอังกฤษ-ดัตช์ ครั้งที่ 2 โดย ปีเตอร์ โคร์เนลิสซ์ ฟอน ซูสต์
กลุ่มประเทศต่ำช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14
เจ้าชายวิลเลิมที่ 1 ผู้นำการปฏิวัติดัตช์ต่อจักรวรรดิสเปน
ในศตวรรษที่ 16
จักรพรรดิคาร์ลที่ 5 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์
และกษัตริย์ของสเปน ได้รวบรวมเอาดินแดนทั้งหมดในเนเธอร์แลนด์ เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก ตั้งเป็น
กลุ่มสิบเจ็ดมณฑล
ขึ้นตรงต่อ
สเปน
ต่อมา
เจ้าชายวิลเลียมแห่งออเรนจ์
และขุนนางจำนวนหนึ่ง ได้ก่อ
การปฏิวัติ
ต่อ
สมเด็จพระราชาธิบดีฟิลิปที่ 2
แห่ง
สเปน
ใน ค.ศ. 1568 เพื่อเรียกร้องเอกราชให้ประชาชนเนเธอร์แลนด์ได้สถาปนา
สาธารณรัฐดัตช์
สามารถนับถือ
ศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์
ได้ โดยได้รับความร่วมมือจากจังหวัดทั้งเจ็ดที่ลงสนามใน
สนธิสัญญาสหภาพแห่งยูเทรกต์
เป็นจุดเริ่มต้นของ
สงคราม 80 ปี
เมื่อสงครามดำเนินมาถึงปี ค.ศ. 1581 ส่วนเหนือของเนเธอร์แลนด์ได้ประกาศเอกราชจากสเปน แต่สงครามยังดำเนินต่อไปอีก จนกระทั่งปี พ.ศ. 2191 (ค.ศ. 1648) จึงได้มีการลงนามใน
สนธิสัญญามุนสเตอร์
เพื่อสงบศึกระหว่างเนเธอร์แลนด์และ
สเปน
ถือเป็นการรับรองเอกราชของเนเธอร์แลนด์จากสเปนอย่างเป็นทางการด้วย
หลังจากได้ประกาศเอกราชจาก
จักรวรรดิสเปน
ชาวดัตช์ได้ร่วมกันฟื้นฟูประเทศจนในที่สุดได้เข้ามาสู่
ยุคทอง
เช่นเดียวกับ
สเปน
โปรตุเกส
และ
สหราชอาณาจักร
ซึ่งเป็น
มหาอำนาจ
ทางทะเลในการแสวงหาโอกาสทางการค้าในดินแดนต่าง ๆ ของโลก ตั้งแต่
นิวอัมสเตอร์ดัม
และหมู่เกาะแคริบเบียนในอเมริกา แอฟริกาใต้ จนถึง
หมู่เกาะอินเดียตะวันออก
(อินโดนีเซียในปัจจุบัน) โดย
บริษัทอินเดียตะวันออก
และ
บริษัทอินเดียตะวันตกของเนเธอร์แลนด์
เป็นผู้ดูแลการค้าและปกครองอาณานิคม ทำให้เนเธอร์แลนด์เป็นมหาอำนาจทางทะเลและเศรษฐกิจชั้นนำของยุโรปในเวลานั้น และ
กรุงอัมสเตอร์ดัม
ก็ได้กลายมาเป็นศูนย์กลางการเงินของยุโรป จนมีนัก
เศรษฐศาสตร์
หลายคนถือให้เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศระบอบทุนนิยมประเทศแรกของโลก ก่อนจะเจอปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจรุมเร้า เช่น
การเก็งกำไรดอกทิวลิป
และการโจมตีราคาหุ้น และเข้าสู่ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ โดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2215 (ค.ศ. 1672) ที่เรียกว่าเป็นปีแห่งความหายนะ (Rampjaar) ของเนเธอร์แลนด์ เมื่อเกิดสงครามกับอังกฤษ ฝรั่งเศส และรัฐในเยอรมนีพร้อมๆกัน แม้กองทัพจะรักษาเอกราชไว้ได้ แต่ความเสียหายจากสงครามเป็นจุดเริ่มต้นของความเสื่อมของเนเธอร์แลนด์ แม้จะพยายามฟื้นฟูอยู่หลายครั้งก็ไม่สามารถกลับไปเทียบเท่าจุดรุ่งเรืองสุดขีดของยุคทองได้อีก
เมื่อปี พ.ศ. 2338 (ค.ศ. 1795) กองทัพปฏิวัติ
ฝรั่งเศส
นำโดย
พระเจ้านโปเลียนที่ 1
ได้กรีฑาทัพเข้ายึดครองเนเธอร์แลนด์ เจ้าชายวิลเลียมที่ 5 แห่งออเรนจ์ ผู้ปกครองเนเธอร์แลนด์ในครานั้นทรงลี้ภัยไปประทับที่อังกฤษ และในปี พ.ศ. 2353 (ค.ศ. 1810) เนเธอร์แลนด์ก็ได้ถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของ
จักรวรรดิฝรั่งเศส
ต่อมาเมื่อพระเจ้านโปเลียนแพ้สงครามที่
ยุทธการที่ไลพ์ซิช
ใน พ.ศ. 2356 (ค.ศ. 1813)
จักรวรรดิฝรั่งเศส
จึงเสื่อมอำนาจลงเนเธอร์แลนด์จึงได้รับเอกราชคืนมาอีกครั้ง
เจ้าชายวิลเลียม เฟรเดริค
โอรสของผู้ปกครองเนเธอร์แลนด์คนสุดท้ายได้กลับมายังดินแดนเนเธอร์แลนด์ในปีเดียวกัน และได้ครองราชย์ราชรัฐเนเธอร์แลนด์ ก่อนที่อีกสองปีต่อมา ผลจาก
การประชุมใหญ่แห่งเวียนนา
จะยกดินแดน
เบลเยียม
ในปัจจุบันให้เป็นส่วนหนึ่งของเนเธอร์แลนด์ เจ้าชายวิลเลียม เฟรเดริคจึงได้ทรงก่อตั้ง
สหราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์
ขึ้น และสถาปนาขึ้นเป็นพระเจ้าวิลเลิมที่ 1 แห่งเนเธอร์แลนด์ ทรงเป็น
พระมหากษัตริย์เนเธอร์แลนด์
พระองค์แรก และแกรนด์ดยุกลักเซมเบิร์ก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความแตกต่างในทุก ๆ ด้านระหว่างเนเธอร์แลนด์และ
เบลเยียม
ประเทศทั้งสองจึงได้แยกออกจากกันในปี พ.ศ. 2373 (ค.ศ. 1830) ก่อนจะได้รับการรับรองเอกราชอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2382 (ค.ศ. 1839) เนเธอร์แลนด์ประกาศเลิกทาสเมื่อ ค.ศ. 1863 ก่อนจะเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19
เนเธอร์แลนด์ประกาศความเป็นกลางในช่วง
สงครามโลกครั้งที่ 1
ระหว่างปี พ.ศ. 2457-2461 และประกาศความเป็นกลางอีกครั้งหนึ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างไรก็ดี กองทัพ
แวร์มัคท์
ได้รุกรานและยึดครองเนเธอร์แลนด์ ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2483-2488 (ค.ศ. 1940-1945) ปัจจุบันเนเธอร์แลนด์เป็นสมาชิกที่มีบทบาทแข็งขันใน
สหภาพยุโรป
และ
องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ
หรือนาโต
เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศเจ้าอาณานิคมจนกระทั่งภายหลัง
สงครามโลกครั้งที่ 2
โดย
อินโดนีเซีย
ได้ประกาศเอกราชจากการเป็นอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์เมื่อปี พ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1949) และ
ซูรินาม
ประกาศเอกราชเมื่อปี พ.ศ. 2497 (ค.ศ. 1954) ส่วน
เนเธอร์แลนด์แอนทิลลีส
และ
อารูบา
ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของเนเธอร์แลนด์ โดยมีอธิปไตยในการบริหารกิจการภายในประเทศ ส่วนด้านการทหารและการต่างประเทศยังอยู่ภายใต้ความควบคุมดูแลโดยรัฐบาลเนเธอร์แลนด์
มาร์ก รุตเตอ
นายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์
อยู่ในตำแหน่งตั้งแต่ 14 ตุลาคม ค.ศ. 2010
เนเธอร์แลนด์ปกครองในระบอบ
ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ
มาตั้งแต่ ค.ศ. 1815 และมี
ระบบรัฐสภา
ตั้งแต่ ค.ศ. 1848 มี
สมเด็จพระราชาธิบดีวิลเลิม-อเล็กซานเดอร์แห่งเนเธอร์แลนด์
พระมหากษัตริย์
แห่งเนเธอร์แลนด์ทรงเป็น
ประมุข
ของประเทศและทรงอยู่เหนือการเมือง
การบริหารประเทศนั้นเป็นหน้าที่รับผิดชอบของฝ่ายรัฐบาลและคณะรัฐมนตรี ซึ่งประกอบไปด้วยรัฐมนตรี 13 ถึง 16 คนโดยมีรัฐมนตรีลอยอยู่ในคณะ 1-3 คน มี
นายกรัฐมนตรี
เป็นหัวหน้ารัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันคือ
มาร์ก รุตเตอ
ซึ่งดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่เดือนตุลาคม ค.ศ. 2010
สหภาพการค้าและองค์กรลูกจ้างต่างๆของเนเธอร์แลนด์จะมีการประชุมกันอย่างสม่ำเสมอเพื่อปรึกษาหารือกันด้านนโยบายการเงิน เศรษฐกิจและสังคม ก่อนจะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะการสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ และคณะกรรมการจะนำใจความไปเสนอต่อรัฐบาลต่อไป
เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่เปิดเสรีทางความคิดมาอย่างช้านาน นับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 เช่นการเปิดรับ
คริสตจักรปฏิรูป
ให้ได้รับการยอมรับเช่นเดียวกับนิกาย
คาทอลิก
โปรเตสแตนท์
จนถึงการยอมรับ
ศาสนายูดาห์
นอกจากนี้ เนเธอร์แลนด์ยังเปิดเสรีกัญชาเพื่อความบันเทิง การออกกฎหมายรองรับ
การค้าประเวณี
สิทธิเพศทางเลือก
การุณยฆาต
และ
การแท้ง
ประเทศเนเธอร์แลนด์แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 12 จังหวัด (
provincie
) โดยแต่ละจังหวัดแบ่งเขตการปกครองออกเป็นเทศบาล (gemeenten) รวมแล้วเป็นจำนวนกว่า 355 เทศบาล
14
แต่หากแบ่งตามเขตการบริหารจัดการน้ำจะแบ่งออกเป็น 21 เขตโดยแต่ละเขตมีคณะกรรมการน้ำ (
waterschap
) เป็นผู้ดูแล ซึ่งเขตการจัดการน้ำนี้มีมาก่อนการก่อตั้งประเทศเนเธอร์แลนด์เสียอีก โดยเริ่มตั้งแต่ ค.ศ. 1196
15
มีการเลือกตั้งคณะกรรมการทุก 4 ปี
จังหวัดต่างๆในเนเธอร์แลนด์ ได้แก่
ธง
จังหวัด
เมืองหลวง
เมืองใหญ่
พื้นที่ทั้งหมด
16
พื้นที่ทางบก
ประชากร
17
(พฤศจิกายน 2019)
ความหนาแน่นประชากร
เดรนเทอ
2,680
km
(1,030
sq
mi)
2,634
km
(1,017
sq
mi)
493,449
188 คนต่อ ตร.กม.
เฟลโฟลันด์‎
2,413
km
(932
sq
mi)
1,413
km
(546
sq
mi)
422,202
299 คนต่อ ตร.กม.
ฟรีสลันด์
5,749
km
(2,220
sq
mi)
3,324
km
(1,283
sq
mi)
649,988
196 คนต่อ ตร.กม.
เกลเดอร์ลันด์
5,136
km
(1,983
sq
mi)
4,967
km
(1,918
sq
mi)
2,084,478
420 คนต่อ ตร.กม.
โกรนิงเงิน
2,960
km
(1,140
sq
mi)
2,325
km
(898
sq
mi)
585,881
252 คนต่อ ตร.กม.
ลิมบูร์ก
2,210
km
(850
sq
mi)
2,148
km
(829
sq
mi)
1,118,223
521 คนต่อ ตร.กม.
นอร์ทบราบันต์
5,082
km
(1,962
sq
mi)
4,908
km
(1,895
sq
mi)
2,562,566
523 คนต่อ ตร.กม.
นอร์ทฮอลแลนด์
4,092
km
(1,580
sq
mi)
2,662
km
(1,028
sq
mi)
2,877,909
1082 คนต่อ ตร.กม.
โอเฟอไรส์เซิล
3,421
km
(1,321
sq
mi)
3,323
km
(1,283
sq
mi)
1,162,215
350 คนต่อ ตร.กม.
เซาท์ฮอลแลนด์
3,419
km
(1,320
sq
mi)
2,814
km
(1,086
sq
mi)
3,705,625
1317 คนต่อ ตร.กม.
ยูเทรกต์
1,449
km
(559
sq
mi)
1,380
km
(530
sq
mi)
1,353,596
981 คนต่อ ตร.กม.
เซลันด์
2,934
km
(1,133
sq
mi)
1,783
km
(688
sq
mi)
383,689
216 คนต่อ ตร.กม.
ทั้งหมด
41,545
km
(16,041
sq
mi)
33,481
km
(12,927
sq
mi)
17,399,821
521 คนต่อ ตร.กม.
นอกเหนือจาก 12 จังหวัดแล้ว เนเธอร์แลนด์ยังมีดินแดนในแถบทะเล
แคริบเบียน
อีก 3 เกาะที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของ
เนเธอร์แลนด์แอนทิลลีส
ก่อนที่จะล่มสลายในปี ค.ศ. 2010 และรวมตัวเป็น
แคริบเบียนเนเธอร์แลนด์
ขึ้นตรงกับประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยแต่ละเกาะมีสิทธิปกครองพิเศษ (openbare lichamen) และเทศบาลย่อยในเกาะเหล่านี้จะเรียกว่า เทศบาลรูปแบบพิเศษ (special municipalities)
18
ได้แก่
วังสันติ
ในนคร
เฮก
ที่ตั้งกองบัญชาการของ
ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
ศาลอนุญาโตตุลาการถาวร
ในประวัติศาสตร์ เนเธอร์แลนด์เน้นการวางตัวเป็นกลางในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นับตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศร่วมก่อตั้งองค์กรระหว่างประเทศหลายองค์กร ได้แก่
องค์การสหประชาชาติ
องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ
และสหภาพยุโรป เศรษฐกิจของเนเธอร์แลนด์มีการเปิดเสรีค่อนข้างมากและขึ้นอยู่กับการค้าระหว่างประเทศค่อนข้างมาก
นโยบายระหว่างประเทศของเนเธอร์แลนด์ โดยหลักแล้วจะเน้นความร่วมมือแถบ
ทะเลแอตแลนติก
แถบยุโรป การพัฒนานโยบายระหว่างประเทศ และกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เรื่องที่เป็นประเด็นขัดแย้งเสมอในเวทีระดับนานาชาติคือนโยบายเสรียาเสพติดชนิดไม่รุนแรงของเนเธอร์แลนด์เอง
ในช่วงยุคทอง เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศเจ้าอาณานิคม ก่อนประเทศใหญ่อย่าง
อินโดนีเซีย
และ
ซูรินาม
ได้ประกาศเอกราชแยกตัวไปในช่วงศตวรรษที่ 20 แต่ทั้งสองประเทศยังคงมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกันเนเธอร์แลนด์อยู่ ทำให้มีส่วนกับนโยบายระหว่างประเทศของเนเธอร์แลนด์ค่อนข้างมาก นอกจากนี้ ยังมีประชากรของทั้งสองประเทศเป็นจำนวนมากที่ยังคงอาศัยอยู่ในเนเธอร์แลนด์จนถึงปัจจุบัน
เนเธอร์แลนด์มีกองกำลังทหารมายาวนานตั้งแต่ปี ค.ศ. 1572 มีส่วนในการสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับ
จักรวรรดิดัตช์
เริ่มมี
การเกณฑ์ทหาร
หลังจากที่พ่าย
สงครามนโปเลียน
หลังจากนั้น เนเธอร์แลนด์ดำเนินนโยบายเป็นกลาง แต่กลับถูกกองทัพเยอรมนีรุกรานใน
สงครามโลกครั้งที่ 2
จึงได้ยกเลิกนโบายเป็นกลางและลงนามในสนธิสัญญาบรัสเซลส์ จึงเป็นประเทศร่วมก่อตั้ง
องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ
ในปี ค.ศ. 1949 หลังจากนั้น ได้มีส่วนร่วมกับการรบใน
สงครามเย็น
สงครามเกาหลี
วิกฤตการณ์คอซอวอ
โซมาเลีย และ
อัฟกานิสถาน
รวมถึงปฏิบัติการรักษาสันติภาพของ สหประชาชาติ และ สหภาพยุโรป
กองทัพเนเธอร์แลนด์นั้นแบ่งออกเป็น 4 เหล่าทัพ ได้แก่ กองทัพบก (Koninklijke Landmacht หรือ KL) กองทัพเรือ (Koninklijke Marine หรือ KM) กองทัพอากาศ (Koninklijke Luchtmacht หรือ KLu) และ กองสารวัตรทหาร (Koninklijke Marechaussee หรือ KMar)
ท่าเรือรอตเทอร์ดาม ท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป
เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศพัฒนาแล้ว และมีบทบาทสำคัญเศรษฐกิจของยุโรปมาแล้วช้านานหลายศตวรรษ ชาวดัตช์ดำเนินกิจการเดินเรือ ประมง เกษตรกรรม ค้าขาย และธนาคารมายาวนานตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เศรษฐกิจมีเสรีภาพสูง ได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันเชิงเศรษฐกิจสูงที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลกใน ค.ศ. 2017
22
และเป็นประเทศแห่งนวัตกรรมอันดับ 2 ของโลกในปี ค.ศ. 2018
23
คู่ค้าที่สำคัญของเนเธอร์แลนด์ได้แก่ เยอรมนี เบลเยียม สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อิตาลี จีน และรัสเซีย
24
เนเธอร์แลนด์ติดอันดับประเทศที่ส่งออกมาที่สุด 10 อันดับแรก โดยสินค้าส่งออกหลักคือ อาหาร เคมีภัณฑ์ โลหะ เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า การบริการ และการท่องเที่ยว โดยมีบริษัทสัญชาติดัตช์ขนาดใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจข้ามชาติอยู่มากมาย อาทิ  Unilever เบียร์ Heineken สายการบิน KLM  ธนาคาร ING, ABN AMRO, Rabobank เคมีภัณฑ์ DSM, AKZO ปิโตรเลียม Royal Dutch Shell เครื่องใช้ไฟฟ้า Philips, ASML และระบบนำร่องดาวเทียม TomTom
เนเธอร์แลนด์ เป็นส่วนหนึ่งของ
ยูโรโซน
หรือกลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุล
ยูโร
(สีน้ำเงินเข้ม) และกลุ่มตลาดเดียวของสหภาพยุโรป (สีน้ำเงิน)
เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 17 ของโลก และมี
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
(จีดีพี) เฉลี่ยต่อจำนวนประชากรสูงที่สุดเป็นอันดับ 10 ของโลก ในช่วง ค.ศ. 1997 ถึง 2000 มีอัตราการเติบโตของจีดีพีสูงเฉลี่ยร้อยละ 4 ต่อปี นับว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศยุโรปแต่ลดลงเล็กน้อยหลังจากนั้น อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ร้อยละ 2.8 ต่อปี
25
และอัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 3.4 ใน ค.ศ. 2019
26
ศูนย์กลางทางการเงินและธุรกิจของเนเธอร์แลนด์อยู่ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม โดยมี
ตลาดหลักทรัพย์อัมสเตอร์ดัม
(Amsterdam Stock Exchange หรือ AEX) เป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ ปัจจุบันถือเป็นส่วนหนึ่งของตลาดหลักทรัพย์ยุโรป (Euronext) เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศแรกๆที่เริ่มใช้เงินสกุล
ยูโร
พร้อมกับอีก 15 ประเทศ โดยเริ่มใช้ในทางบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1999 และเริ่มใช้เหรียญและธนบัตรยูโรอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2002 โดยอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1 ยูโรต่อ 2.20371 คิลเดอร์ ซึ่งเป็นสกุลเงินเก่าของชาวดัตช์
ทำเลที่ตั้งของเนเธอร์แลนด์ทำให้ประเทศกลายเป็นศูนย์กลางการค้ามาอย่างช้านาน ทั้งการค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสหราชอาณาจักรและเยอรมนี และประเทศในภูมิภาคอื่นของโลก นับตั้งแต่หลายร้อยปีก่อน นอกจากนี้ ยังมีแม่น้ำสำคัญหลายสายไหลผ่านมาจากหลายประเทศในยุโรปและออกสู่ทะเลที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ทำให้หลายเมืองกลายเป็นท่าเรือ โดยเฉพาะท่าเรือรอตเทอร์ดาม (Rotterdam) ซึ่งเป็นท่าเรือที่ใหญ่และมีความสำคัญทางด้านการค้าระหว่างประเทศมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เปิดโอกาสให้ชาวเนเธอร์แลนด์ทำการค้าได้สะดวก และการค้ากับประเทศในแถบเอเชียและอเมริกามีความสำคัญกับเศรษฐกิจของชาวดัตช์มาตั้งแต่สมัยโบราณ นอกจากนี้ การที่เนเธอร์แลนด์ มีทรัพยากรธรรมชาติไม่มาก ชาวดัตช์ต้องอาศัยการเกษตรกรรม การประมง เลี้ยงสัตว์ ไม่มีแร่ธาตุสำคัญ (น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติมาค้นพบในระยะหลังๆ) ดังนั้น จึงต้องอาศัยการค้าเป็นหลัก เพื่อความอยู่รอด จนได้รับการขนานนามว่าเป็นชาตินักการค้า (Trading nation) และประสบความสำเร็จในด้านการค้ามาตลอด ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ความเชี่ยวชาญด้านการค้านั้น ดูได้จากการค้าระหว่างประเทศของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น และได้เปรียบดุลการค้ามาตลอดหลายปีติดต่อกัน ปัจจุบัน เนเธอร์แลนด์ยังคงดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้เสมอ และยังเป็นหนึ่งในห้าประเทศที่ไปลงทุนในสหรัฐอเมริกามากที่สุด
แหล่งก๊าซธรรมชาติในเนเธอร์แลนด์
เนเธอร์แลนด์ค้นพบแหล่ง
ก๊าซธรรมชาติ
ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950 และกลายมาเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้มหาศาลหลายแสนล้านยูโรให้กับประเทศ
27
แต่การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจเนื่องจากอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติก็ไปกระทบทำให้ภาคเศรษฐกิจอื่นๆถดถอยได้เช่นกัน หรือที่รู้จักกันในชื่อ
โรคดัตช์
27
แหล่งก๊าซโกรนิงเงิน เป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตั้งอยู่ใกล้
เมืองโกรนิงเงิน
สร้างรายได้ให้กับประเทศมาตั้งแต่กลางทศวรรษ 1970 รวมเป็นเงินกว่า 159,000 ล้านยูโร
28
ดำเนินการขุดเจาะโดยบริษัท Gasunie ที่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์เป็นเจ้าของ แล้วส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมต่อให้รัฐบาล บริษัท Shell และ Exxon Mobil ใช้ประโยชน์ต่อไป อย่างไรก็ตาม การขุดเจาะก๊าซส่งผลให้เกิดแรงสั่นสะเทือนที่ผิวโลกมากขึ้น และบางครั้งทำให้เกิดแผ่นดินไหวสูงถึงระดับ 3.6 ตามมาตราริกเตอร์ ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่ารวมราว 6.5 พันล้านยูโร และประมาณ 35,000 ครัวเรือนได้รับความเสียหาย
29
ประมาณการกันว่าเนเธอร์แลนด์มีแหล่งก๊าซธรรมชาติคิดเป็นร้อยละ 25 ของปริมาณก๊าซสำรองตามธรรมชาติของยุโรป
30
อุตสาหกรรมพลังงานนั้นจึงสร้างรายได้กว่าร้อยละ 11 ของจีดีพีของประเทศ(ในปี ค.ศ. 2014)
อย่างไรก็ตาม การใช้ก๊าซธรรมชาติในเนเธอร์แลนด์มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากปริมาณสำรองเริ่มลดลง ความต้องการใช้ลดลง และเกิดปัญหาแผ่นดินไหวในแถบโกรนิงเงินบ่อยครั้ง นอกจากนี้ สหภาพยุโรปยังผลักดันให้ประเทศสมาชิกลดการใช้ก๊าซธรรมชาติลงและหันมาใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น แต่การเปลี่ยนแหล่งพลังงานมาใช้พลังงานหมุนเวียนแทนแก๊สนั้นยังเป็นเรื่องที่ทำได้ยากอยู่ เพราะมีปัจจัยทางเศรษฐกิจและการผูกขาดพลังงานโดยบริษัทใหญ่ในประเทศมาเกี่ยวข้อง
31
เกษตรกรรมและทรัพยากรธรรมชาติ
แก้
เนเธอร์แลนด์มีความสามารถรองรับเชิงนิเวศของโลก (biocapacity) ต่ำ กล่าวคือ มีการสร้างทรัพยากรชีวภาพขึ้นมาใหม่น้อย แต่ในทางกลับกัน ชาวดัตช์มีการเพาะปลูกที่เป็นระบบและมีระบบเกษตรกรรมที่เน้นการส่งออก ชาวดัตช์ราว 4 เปอร์เซ็นต์ประกอบอาชีพเกษตรกรรมแต่ผลิตสินค้าเกษตรได้ปริมาณสูงเกินความจำเป็นต่อการผลิตในอุตสาหกรรมอาหาร ส่งผลให้เนเธอร์แลนด์ส่งออกสินค้าเกษตรสูงเป็นอันดับหนึ่งในสหภาพยุโรปและสูงเป็นอันดับสองของโลก เป็นรองเพียงสหรัฐอเมริกา
32
สร้างรายได้กว่า 80.7 พันล้านยูโรในปี ค.ศ. 2014
33
สินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ พริก มะเขือเทศ แตงกวา ตลอดจนดอกไม้และหน่อของดอกไม้
เมืองที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวในเนเธอร์แลนด์ เช่น
อัมสเตอร์ดัม
รอตเทอร์ดาม
กรุงเฮก
เดลฟ์ท
Keukenhof สวนดอก
ทิวลิป
IJsselmeer Outdoor Museum/ The Zuiderzee Museum เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่แสดงวิถีชีวิตของชาวดัตช์ในสมัยโบราณ อาหารการกิน บ้านเรือนและสถาปัตยกรรม
เมือง Giethorn Water City ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น Venice of Holland เป็นเมืองที่อาศัยกับลำน้ำคูคลองมีเทศกาลพาเรดกลางน้ำในตอนกลางคืนให้ชม วิธีการชมก็คือการนั่งเรือออกไป
Archeon Park, อยู่ที่ Alphen aan den Rijn เป็นกึ่งสวนสนุกและพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจ มีการจัดบรรยากาศให้มีความโบราณ ไล่มาตั้งแต่ยุคไดโนเสาร์ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยุคโรมัน ยุคกลาง ฯลฯ การจัดแสดงและสื่อความหมายใช้คนแสดงเป็นหลัก
Efteling Park, ที่ Kaastsheuvel เป็นสวนสนุกที่มีบรรยากาศเป็นอุทยานหรือสวนสาธารณะที่เป็นธรรมชาติ เคยได้รับรางวัล Applause award ว่าเป็นสวนสนุกที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หากใครเคยไปสวนสนุกแบบอเมริกัน เช่นดิสนีย์แลนด์มาแล้ว Efteling ให้รสชาติอีกแบบหนึ่งไม่แพ้กันเลยทีเดียว
เมืองตุ๊กตา เมืองจำลอง Madurodam Miniature land เมืองจำลองขนาดเล็กที่อธิบายเกี่ยวกับสถานที่สำคัญของเนเธอร์แลนด์ได้อย่างครบถ้วน
Polder museum หรือพิพิธภัณฑ์การเกิดแผ่นดินใหม่ และโครงการ Delta projects ที่แสดงเทคโนโลยีการกันน้ำท่วมของชาวดัตช์ตั้งแต่อดีต แสดงให้เห็นว่าชาวดัตช์ใช้ความรู้ ความอดทน และความเป็นนักสู้ต่อสู้กับธรรมชาติ และเรียนรู้ที่จะอยู่กับสภาพการณ์นั้นอย่างชาญฉลาดอย่างไร วิศวกรรมและศาสตร์ต่างๆที่เกี่ยวข้องถูกนำมาจัดแสดงในหลากหลายระดับ ให้คนเลือกดูเลือกชมและได้รับความรู้ที่แตกต่างกันไป ตามอัธยาศัย
คมนาคม และ โทรคมนาคม
แก้
ระบบการสัญจรในประเทศเนเธอร์แลนด์เติบโตขึ้นอย่างมากตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 โดยปัจจุบันมีการใช้รถยนต์คิดเป็นราวๆครึ่งหนึ่งของการคมนาคมทั้งหมด รองลงมาเป็นการใช้จักรยานร้อยละ 25 การเดินร้อยละ 20 และการขนส่งสาธารณะร้อยละ 5
34
เนเธอร์แลนด์มีโครงข่ายถนนยาว 139,295 กิโลเมตร มีทางด่วนพิเศษยาว 2,758 กิโลเมตร นับเป็นประเทศที่มีระบบถนนหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
35
การขนส่งสาธารณะที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือรถไฟ โดยเนเธอร์แลนด์มีระบบโครงข่ายรถไฟยาวกว่า 3,013 กิโลเมตรและถักทอกันอย่างค่อนข้างหนาแน่น
36
ทำหน้าที่เชื่อมต่อเมืองใหญ่ต่างๆเข้าด้วยกัน มีสถานีทั้งหมดกว่า 400 สถานี แต่ละเส้นจะมีรถไฟวิ่งอย่างน้อย 2 ขบวนต่อชั่วโมง และเฉลี่ยอยู่ที่ 2-4 ขบวนต่อชั่วโมง
37
ในการให้บริการนั้น บริษัทรถไฟ NS ของรัฐเป็นผู้ให้บริการหลักในประเทศ และยังมีรถไฟระหว่างประเทศเชื่อมต่อกับเบลเยียม ฝรั่งเศส เยอรมนี และอังกฤษอีกด้วย
จักรยาน เป็นอีกพาหนะหนึ่งที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันในเนเธอร์แลนด์ มีการประมาณตัวเลขไว้ว่าชาวเนเธอร์แลนด์มีจักรยานรวมราวๆ 18 ล้านคัน
38
หรือหนึ่งคันเศษๆต่อประชากรหนึ่งคน นอกจากนี้เนเธอร์แลนด์มักจะถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่เป็นมิตรกับผู้ใช้จักรยานอยู่เป็นอันดับต้นๆร่วมกับเดนมาร์กอยู่เสมอ โดยชาวดัตช์นิยมปั่นจักรยานไปทำงานอยู่เป็นประจำ
39
เพราะมีเส้นทางที่ทำแยกไว้สำหรับจักรยานโดยเฉพาะยาวถึง 35,000 กิโลเมตร และในหลายจุดยังมีสัญญาณไฟจราจรที่ทำไว้สำหรับจักรยานโดยเฉพาะอีกด้วย
40
ท่าเรือรอตเทอร์ดามเป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ตั้งอยู่ปากแม่น้ำเมิสและแม่น้ำไรน์ซึ่งเชื่อมต่อเมืองสำคัญในหลายประเทศ ทั้งเยอรมนี เบลเยียม ฝรั่งเศส และสวิตเซอร์แลนด์ อุตสาหกรรมหลักที่ใช้บริการท่าเรือแห่งนี้คืออุตสาหกรรมปิโตรเลียมและการขนส่งสินค้าทั่วไป มีเรือเดินสมุทร เรือแม่น้ำ รถไฟ และรถบรรทุกเข้ามาถ่ายเปลี่ยนสินค้าอยู่ตลอดเวลา
ท่าอากาศยานอัมสเตอร์ดัมสคิโพล ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอัมสเตอร์ดัม เป็นท่าอากาศยานหลักของประเทศ และเป็นท่าอากาศยานที่มีผู้ใช้บริการมากที่สุดเป็นอันดับสามในยุโรป รองรับผู้โดยสารกว่า 70 ล้านคนในปี ค.ศ. 2016
41
ปัจจุบัน รัฐบาลเนเธอร์แลนด์มีแผนติดตั้งสถานีชาร์ตไฟสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าทั่วประเทศกว่า 200 สถานี โดยมีบริษัท ABB และ Fastned เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการ โดยมีแผนจะติดตั้งให้มีอย่างน้อย 1 สถานีในระยะรัศมี 50 กิโลเมตรจากบ้านทุกหลักในเนเธอร์แลนด์
42
การศึกษาภาคบังคับของเนเธอร์แลนด์อยู่ระหว่างช่วงอายุ 5 ปีถึง 16 ปี และแบ่งโรงเรียนตามระดับการศึกษาได้เป็น
โรงเรียนประถมศึกษา
นักเรียนอายุ 4-12 ปี โดยโรงเรียนประถมศึกษาในเนเธอร์แลนด์จะมี 8 ระดับชั้น ซึ่งเรียกว่า Groep 1-8
โรงเรียนมัธยมศึกษา
โดยจะแบ่งรูปแบบการสอนเป็น 3 หลักสูตร
1.VMBO (Voorbereidend Middelbaar Beroepsonderwijs)
เป็นการศึกษาในช่วงอายุ 12-16 ปี ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างหลักสูตรวิชาชีพกับทฤษฎี ซึ่งร้อยละ 60 ของนักเรียนจะเลือกหลักสูตรนี้
2.HAVO (Hoger Algemeen Voortgezet Onderwijs)
มีทั้งหมด 5 ระดับชั้น ตั้งแต่นักเรียนอายุ 12-17 ปี เมื่อเรียนจบสามารถเข้าเรียนต่อใน HBO ได้
3.VWO (Voorbereidend Wetenschappelijk Onderwijs)
มีทั้งหมด 6 ระดับชั้น ตั้งแต่นักเรียนอายุ 12-18 ปี ซึ่งสามารถเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้
4.MBO (Middelbaar Beroepsonderwijs)
เป็นการศึกษาต่อจาก VMBO มี 4 ปีการศึกษา
ระดับอุดมศึกษา
จะแบ่งออกเป็นปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอกและดำเนินตาม กระบวนการโบโลญญ่า (Bologna Process)
1.MBO (Middelbaar Beroepsonderwijs)
เป็นการศึกษาต่อจาก VMBO มี 4 ปีการศึกษา
2.HBO (Hoger Beroepsonderwijs)
เป็นสถานบันฝึกวิชาชีพขั้นสูง แต่จะไม่เทียบเท่ากับการเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งผู้ที่จบ HBO แล้วต้องเรียน Pre-master ก่อนที่เจ้าเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้
3.WO (Wetenschappelijk Onderwijs)
หลักสูตรนี้จะเน้นหนักไปทางวิชาการ ในระดับปริญญาตรีส่วนใหญ่จะใช้เวลา 3 ปี ระดับปริญญาโทจะใช้เวลาเรียน 1 ปี ส่วนระดับปริญญาเอกจะใช้เวลาเรียน 4-5 ปี
มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของเนเธอร์แลนด์มีหลายแห่งด้วยกัน เช่น
มหาวิทยาลัยไลเดิน
มหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม
มหาวิทยาลัยไฟรย์อัมสเตอร์ดัม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเดลฟท์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีไอนด์โฮเฟิน
มหาวิทยาลัยโกรนิงเงิน
มหาวิทยาลัยมาสทริชท์
มหาวิทยาลัยรัดเบาด์ไนเมเคิน
มหาวิทยาลัยเอรัสมุสรอตเทอร์ดาม
มหาวิทยาลัยติลบูร์ค
มหาวิทยาลัยทเว็นเตอ
มหาวิทยาลัยยูเทรกต์
และ
มหาวิทยาลัยวาเคินนิงเงิน
เนเธอร์แลนด์มีระบบสาธารณสุขที่ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในเกณฑ์ดีมาก
43
หลังจากที่มีการปฏิรูประบบครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 2006 โดยเนเธอร์แลนด์ให้อิสระกับผู้ป่วยในการเลือกซื้อประกันสุขภาพและสถานที่รับบริการสาธารณสุข การตัดสินใจทางการแพทย์เกิดขึ้นระหว่างการสนทนาระหว่างบุคลากรทางการแพทย์กับผู้ป่วย เนเธอร์แลนด์บังคับให้ประชาชนมีประกันสุขภาพ โดยมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ
ประกันสุขภาพพื้นฐาน Zorgverzekeringswet (ZVW) ที่ประชาชนเป็นผู้จ่ายค่าเบี้ยประกัน
ประกันสุขภาพระยะยาว Algemene Wet Bijzondere Ziektekosten (AWBZ) ที่รัฐเป็นผู้คุ้มครองโดยอัตโนมัติ
ระบบสาธารณสุข สามารถแบ่งได้เป็น 3 ระดับ โดยระดับปฐมภูมินั้น แพทย์ประจำบ้าน (
huisartsen
เทียบได้กับ
แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป
) เป็นผู้รับการรักษาหรือส่งผู้ป่วยเข้าสู่การรักษาในระดับทุติยภูมิและตติยภูมิต่อไป
44
เมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเนเธอร์แลนด์
อันดับ
ชื่อ
จังหวัด
ประชากร
อันดับ
ชื่อ
จังหวัด
ประชากร
อัมสเตอร์ดัม
รอตเทอร์ดาม
อัมสเตอร์ดัม
นอร์ทฮอลแลนด์
872,680
11
อาเพลโดร์น
เกลเดอร์ลันด์
163,706
เดอะเฮก
ยูเทรกต์
รอตเทอร์ดาม
เซาท์ฮอลแลนด์
650,711
12
ฮาร์เลม
นอร์ทฮอลแลนด์
162,864
เดอะเฮก
เซาท์ฮอลแลนด์
544,766
13
อาร์เนม
เกลเดอร์ลันด์
161,260
ยูเทรกต์
ยูเทรกต์
357,179
14
เอ็นสเคอเด
โอเฟอไรส์เซิล
159,934
ไอนด์โฮเฟน
นอร์ทบราบันต์
234,235
15
อาเมอร์สโฟร์ต
ยูเทรกต์
157,286
โกรนิงเงิน
โกรนิงเงิน
232,826
16
ซานสตัด
นอร์ทฮอลแลนด์
156,703
ติลบืร์ค
นอร์ทบราบันต์
219,632
17
ฮาร์เลมเมอร์เมร์
นอร์ทฮอลแลนด์
155,770
อัลเมเรอ
เฟลโวลันด์
211,514
18
เซร์โทเคนบอส
นอร์ทบราบันต์
154,989
เบรดา
นอร์ทบราบันต์
184,403
19
ซโวลเลอ
โอเวอร์เอเซิล
128,617
10
ไนเมเคิน
เกลเดอร์ลันด์
177,818
20
ซูเทอร์เมร์
เซาท์ฮอลแลนด์
125,434
ประเทศเนเธอร์แลนด์มีประชากร 17,424,978 คน (ปี ค.ศ. 2019) โดยมีอัตราความหนาแน่น 521 คนต่อ ตร. กม. นับได้ว่าอยู่อันดับที่ 12 ของโลก มีอัตราการเกิดอยู่ที่ 1.78 คนต่อผู้หญิง 1 คน
46
ประชากรมีอายุเฉลี่ย 42.7 ปีซึ่งนับว่าสูงทีเดียว นอกจากนั้นยังเป็นประเทศที่มีการใช้
อินเทอร์เน็ต
มากที่สุดเป็นอันดับที่ 5
47
และยังเป็นประเทศที่มีอัตราความสูงของผู้อยู่อาศัยสูงที่สุดในโลก โดยผู้ชายมีความสูง 1.81 เมตร และผู้หญิงสูง 1.68 เมตรอีกด้วย
48
และคนทางเหนือจะสูงกว่าคนทางใต้ราวๆ 2 เซนติเมตร
ประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีประชาชนหลายเชื้อชาติเข้ามาอยู่อาศัย
49
ดังนี้
นอกจากนั้นยังมีผู้อาศัยที่มีเชื้อผสมระหว่างอินโดนีเซียกับดัตช์อีกกว่า 8 แสนคน
ในปี ค.ศ. 2015 สำนักงานสถิติแห่งชาติเนเธอร์แลนด์ระบุว่า ร้อยละ 50.1 ประกาศตนเองว่าไม่นับถือศาสนาใด ส่วนอีกร้อยละ 43.8 นับถือศาสนาคริสต์ แบ่งเป็นนิกายคาทอลิกร้อยละ 23.7 นิกายโปรเตสแตนท์(ในคริสตจักรโปรเตสแตนท์แห่งเนเธอร์แลนด์)ร้อยละ 15.5 และนิกายอื่นๆร้อยละ 4.6 ส่วนศาสนาอื่น มีผู้นับถืออิสลามร้อยละ 4.9 และศาสนาอื่นๆรวมทั้งฮินดู พุทธ และยูดายอีกร้อยละ 1.1
50
แต่เดิม ราชวงศ์ของเนเธอร์แลนด์นับถือศาสนาคริสต์ลัทธิคาลวินก่อนจะเปลี่ยนเป็นคริสตจักรโปรเตสแตนท์แห่งเนเธอร์แลนด์ ส่วนในจังหวัดทางใต้ (นิยมหมายถึงพื้นที่ฝั่งใต้ของแม่น้ำไรน์และเมิส) เช่น นอร์ทบราบันต์และลิมบูร์ก ประชาชนนับถือนิกายโรมันคาทอลิกมาแต่โบราณ ทำให้คริสตจักรคาทอลิกยังเป็นที่ศรัทธาของประชนชนทางใต้อยู่เป็นจำนวนมาก
ภาษาราชการของเนเธอร์แลนด์คือ
ภาษาดัตช์
ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ของประเทศสามารถพูดได้ ทั้งนี้
จังหวัดฟรีสลันด์
ทางตอนเหนือยังยอมรับ
ภาษาฟรีเชียตะวันตก
เป็นภาษาราชการภาษาที่สอง นอกจากนี้ ยังมีการรับรองภาษาสำเนียงท้องถิ่นที่มีรากมาจาก
ภาษาเยอรมันต่ำ
ตามท้องที่ต่างๆที่มีชายแดนติดกับประเทศเยอรมนีอีกด้วย เช่น ทเวนเตอ
เดรนเทอ
และ
ลิมบูร์ก
ชาวดัตช์มีค่านิยมในการเรียนภาษาต่างประเทศมาตั้งแต่สมัยโบราณซึ่งมีบทบัญญัติไว้ในกฎหมายของเนเธอร์แลนด์อีกด้วย ประชากรกว่าร้อยละ 90 เชื่อว่าตนสามารถพูดภาษาอังกฤษได้
51
และร้อยละ 70 สามารถพูดภาษาเยอรมนีได้ ส่วนคนที่พูดภาษาฝรั่งเศสได้มีร้อยละ 29 ภาษาอังกฤษเป็นภาษาบังคับในหลักสูตรมัธยมศึกษา และหลายโรงเรียนมักจะบังคับให้เรียนภาษาต่างประเทศอีกหนึ่งภาษาตั้งแต่ช่วงสองปีแรกของมัธยมต้น
ผู้คนกว่า 4.5 ล้านคน ในเนเธอร์แลนด์ ได้ลงทะเบียนกับสโมสรกีฬาที่มีกว่า35,000แห่งในเนเธอร์แลนด์ ผู้คน 2 ใน 3 ที่มีอายุมากกว่า 15 ปี จะเล่นกีฬาอย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์.ฟุตบอลเป็นกีฬาที่นิยมที่สุดในเนเธอร์แลนด์ และตามด้วยฮอคกี้และวอลเลย์บอลตามลำดับ กอล์ฟ,ยิมนาสติกและเทนนิส เป็นกีฬาประเภทเดียวที่นิยมกันในเนเธอร์แลนด์
องค์กรณ์เกี่ยวกับกีฬาได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปลายศตวรรษที่ 19 สหพันธ์การกีฬาได้ถูกสร้างขึ้นมา.กฏกีฬาได้ถูกประกาศออกมาเป็นทางการ และได้มีสโมสรกีฬาเป็นทางการ.คณะกรรมการโอลิมปิกของดัตซ์ได้ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ.1912.และจนถึงบัดนี้ เนเธอร์แลนด์สามารถคว้าเหรียญมาได้ 230 เหรียญในกีฬาโอลิมปิคฤดูร้อน และอีก 78 เหรียญในกีฬาโอลิมปิคฤดูหนาว
พอล แฟร์โฮเฟน
เป็นผู้กำกับชาวดัตช์ที่มีชื่อเสียง มีผลงานภาพยนตร์ในฮอลลีวูดมากมาย อาทิเช่น
โรโบคอป
และ
คนทะลุโลก
นอกจากนี้ ยังมีผู้กำกับอย่างยาน เดอโบนท์ อันตอน คอร์ไบน์ และดิค มาส ที่เป็นที่รู้จักเช่นกัน ส่วนผู้กำกับภาพของภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จ ได้แก่
โฮยเตอ ฟัน โฮยเตอมา
(จาก
อินเตอร์สเตลลาร์
) และเตโอ ฟอนเดอซานเดอ (จาก
เบลด พันธุ์ฆ่าอมตะ
) ส่วนนักแสดงชาวดัตช์หลายคนก็เป็นที่รู้จักในวงการภาพยนตร์ ทั้ง
ฟัมเกอ ยันส์เซิน
และ
มีคีล เฮยส์มัน
ตลาดรายการโทรทัศน์ของเนเธอร์แลนด์ก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน หลายรายการเป็นรายการนำเข้าจากต่างประเทศและถ่ายทอดเป็นภาษาต้นฉบับพร้อมมีคำบรรยายใต้ภาพ มีเพียงรายการสำหรับเด็กเท่านั้นที่จะถูกบันทึกเสียงแปลแทนเสียงต้นฉบับ บริษัทเอ็นเดโมล (Endemol) เป็นบริษัทผลิตรายการโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จระดับนานาชาติ ก่อตั้งโดย
ยอห์น เดอโมล
และ
โยป ฟอนเดนเอ็นเด
นักจัดรายการชื่อดัง มีรายการในสังกัดมากมาย รวมทั้ง
บิกบราเธอร์
ดีลออร์โนดีล
ก่อนที่เดอโมลจะแยกมาตั้งบริษัททัลปา เพื่อผลิตรายการประกวดร้องเพลงอย่าง
เดอะวอยซ์
โอลีบอลเลน
ขนมหวานของเนเธอร์แลนด์ นิยมรับประทานในวันขึ้นปีใหม่
แต่เดิม อาหารของชาวเนเธอร์แลนด์มาจากผลผลิตจากการจับปลาและเกษตรกรรมทั้งการเพาะปลูกและการเลี้ยงสัตว์ อาหารดัตช์มีความเรียบง่ายตรงไปตรงมาและอุดมไปด้วยผลิตภัณฑ์จากนม มื้อเช้าและเที่ยงเป็นอาหารจำพวกขนมปังโรยหน้าต่างๆ อาหารมื้อเย็นแบบดั้งเดิมของเนเธอร์แลนด์มักมีมันฝรั่ง เนื้อ และผักตามฤดูกาล อาหารดัตช์มีคาร์โบไฮเดรตและไขมันในปริมาณที่สูงเนื่องจากชาวดัตช์สมัยก่อนต้องใช้แรงงานมาก มีความเรียบง่าย ไม่ต้องการความปราณีตมาก ยกเว้นในช่วงวันหยุดเทศกาลที่จะมีการทำอาหารมื้อพิเศษ แต่กระแสโลกาภิวัฒน์ในศตวรรษที่ 20 ทำให้รูปแบบอาหารของชาวดัตช์เปลี่ยนแปลงไป มีการทำอาหารในรูปแบบสากล ใช้วัตถุดิบจากต่างประเทศมากขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสมัยใหม่มักจะแบ่งอาหารของเนเธอร์แลนด์ออกตามภูมิภาคออกเป็น 3 ประเภท
อาหารตะวันออกเฉียงเหนือ ตาม
จังหวัดโกรนิงเงิน
ฟรีสลันด์
เดรนเทอ
โอเฟอไรส์เซิล
และ
เกลเดอร์ลันด์
ซึ่งมีแม่น้ำไหลผ่านหลายสาย มีประชากรอาศัยอยู่ไม่มาก ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 มีการทำฟาร์มขนาดใหญ่ส่งผลให้มื้ออาหารมีเนื้อสัตว์ปริมาณมาก ส่วนพื้นที่ทางตอนเหนือที่ติดทะเลจะมีการใช้ปลาจำนวนมากเช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีการทำไส้กรอกแห้งหรือ
เม็ตเวิร์สต์
(Metworst) ซึ่งมีรสจัด และ
ไส้กรอกรมควัน
(rookworst)โดยทั่วไป นิยมรับประทานกับ
สตัมป์ปอต
(มันบดผัก)
ฮุตสปอต
(มันบดแครอทและหัวหอม) และ
เซาเออร์เคราท์
(กะหล่ำปลีเปรี้ยว) นอกจากนี้ ภูมิภาคนี้ยังนิยมใช้ขนมปังแป้งไรย์ ปรุงรสด้วย
ขิง
หรือเปลือก
มะงั่ว
หรือเนื้อปริมาณเล็กน้อย พื้นที่ราบต่ำทางตอนเหนือของภูมิภาคอุดมไปด้วยที่ลุ่มจึงมีการผลิตและใช้ชีสในมื้ออาหาร
อาหารตะวันตก ตาม
จังหวัดนอร์ทฮอลแลนด์
เซาท์ฮอลแลนด์
เซลันด์
และ
ยูเทรกต์
ซึ่งเป็นที่ราบลุ่มมีทุ่งหญ้ามากมาย บริเวณนี้มีการทำอาหารด้วยผลิตภัณฑ์จากนมมาก ขึ้นชื่อด้านการผลิตชีส ไม่ว่าจะเป็น
ชีสเคาดา
ชีสเลย์เดน
และ
ชีสอีดัม
ทั้งนี้ จังหวัดนอร์ทฮอลแลนด์ยังมีชื่อเสียงด้านการผลิต
มายองเนส
มัสตาร์ด และ
ช็อคโกแลต
มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16
จังหวัดเซลันด์
และ
เซาท์ฮอลแลนด์
ยังนิยมผลิตเนยที่ใช้นมปริมาณสูง(สูงกว่าเนยยุโรปชาติอื่นๆ) จังหวัดที่ติดทะเลยังนิยมนำ
ปลาเฮร์ริง
หอยแมลงภู่
ปลาไหล
หอยนางรม
และกุ้งมาปรุงอาหาร ส่วนขนมหวานที่มีชื่อเสียงได้แก่
สโตรปวาเฟิล
(คุกกีเติมเนยและน้ำตาลเหลว) เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นที่นิยมคือ เบียร์ และเยเนเฟอร์ที่เป็นที่เป็นบรรพบุรุษของเหล้าจินในอังกฤษ
อาหารใต้ ตาม
จังหวัดนอร์ทบราบันต์
และ
ลิมบูร์ก
ตลอดจน
เขตฟลามส์
ในประเทศ
เบลเยียม
มีชื่อเสียงด้านการทำขนมอบ ซุป สตูว์ และผัก เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากการปกครองของ
ดยุคแห่งเบอร์กันดี
ในสมัยกลางอยู่เป็นเวลานาน อาหารมีความงดงามและพิถีพิถันเป็นพิเศษ ขนมหวานเป็นอาหารขึ้นชื่อ เช่นเค้กฟลาย (Vlaai) และบอสช์บอล (Bossche Bol) นิยมใช้ครีม คัสตาร์ด และผลไม้เป็นส่วนผสม นอกจากนี้ ยังนิยมรับประทานไส้กรอกขนมปังเป็นประจำ ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีชื่อเสียงคือ เบียร์ ซึ่งบางครั้งนำมาใช้ในการทำอาหารด้วยเช่นอาหารจำพวกสตูว์
ประเทศเนเธอร์แลนด์มี
วันคริสต์มาส
2 ครั้ง วันที่ 5 และ 25 ธันวาคม ถือว่าเป็นวันคริสต์มาสทั้ง 2 วัน วันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันฉลองวันนิโคลัสอีฟ โดยมีเรื่องเล่ากันว่า วันที่ 3 พฤศจิกายน เซนต์นิโคลัสหรือซานตาคลอสจะขึ้นม้าจากสเปน มุ่งหน้ามายังกรุง
อัมสเตอร์ดัม
สังคมเนเธอร์แลนด์เป็นสังคมสมัยใหม่ที่เน้นสมภาคนิยม (egalitarianism) ชาวดัตช์ไม่ชอบการโอ้อวด
52
แต่ภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรม ความรุ่งเรืองของศิลปะในอดีต และการมีส่วนร่วมกับเวทีการเมืองระดับนานาชาติ
ชาวเนเธอร์แลนด์เป็นคนใจกว้างและตรงไปตรงมา ความเรียบง่ายและไม่เป็นทางการกลายเป็นคุณสมบัติที่โดดเด่นของชาวดัตช์ นอกจากนี้ ยังชื่นชอบแนวคิดว่ามนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกันอีกด้วย นอกจากนี้ ชาวดัตช์ยังเชื่อในโลกทางโลกมากกว่าทางธรรม และมองว่าการนับถือศาสนาเป็นเรื่องส่วนบุคคลมากกว่าจารีตของสังคม โดยมีประชาชนเพียงร้อยละ 14 เท่านั้นที่ไปโบสถ์อย่างสม่ำเสมอทุกสัปดาห์
53
แม้เนเธอร์แลนด์จะเป็นประเทศผู้นำด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมและการควบคุมจำนวนประชากร แต่ก็เป็นหนึ่งในผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อจำนวนประชากรสูงที่สุดประเทศหนึ่งของยุโรป มากกว่าฝรั่งเศส เยอรมนี และเบลเยียม
54
ชาวดัตช์ชื่นชอบแนวคิดควายั่นยืน โดยรัฐบาลผลักดันให้ประเทศหันมาใช้แหล่งพลังงานที่หมุนเวียน ยั่งยืน และราคาถูกภายในปี ค.ศ. 2050 โดยตั้งเป้าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงครึ่งหนึ่ง และไฟฟ้าราวร้อยละ 40 ต้องมาจากแหล่งพลังงานที่ยั่งยืน
55
อัมสเตอร์ดัมเป็นเมืองหลวงตามรัฐธรรมนูญ ในขณะที่รัฐบาลและราชวงศ์มีศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่เดอะเฮก
"Gini coefficient of equivalised disposable income – EU-SILC survey"
ec.europa.eu/eurostat
Eurostat
. สืบค้นเมื่อ
9 July
2020
Human Development Report 2020 The Next Frontier: Human Development and the Anthropocene
(PDF)
. United Nations Development Programme. 15 December 2020. pp.
343–346.
ISBN
978-92-1-126442-5
. สืบค้นเมื่อ
16 December
2020
"North Sea"
. Ministry of Defence. คลังข้อมูลเก่าเก็บจาก
แหล่งเดิม
เมื่อ 2013-11-03
. สืบค้นเมื่อ
6 March
2012
Koninkrijksrelaties, Ministerie van Binnenlandse Zaken en (2016-01-11).
"Welke erkende talen heeft Nederland? - Rijksoverheid.nl"
www.rijksoverheid.nl
(ภาษาดัตช์).
"Grondwet voor het Koninkrijk der Nederlanden - Wikisource"
nl.wikisource.org
(ภาษาดัตช์).
"Argiculture & Food | www.hollandtrade.com"
web.archive.org
. 2016-01-01. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2016-01-01
. สืบค้นเมื่อ
2024-11-01
{{
cite web
}}
: CS1 maint: bot: original URL status unknown (
ลิงก์
"How the Netherlands Feeds the World"
Magazine
(ภาษาอังกฤษ). 2017-08-31.
Schiermeier, Quirin (2010-07-01).
"Few fishy facts found in climate report"
Nature
(ภาษาอังกฤษ).
466
(7303): 170–170.
doi
10.1038/466170a
ISSN
1476-4687
"Dutch Republic | History, Government, Map, & Facts | Britannica"
www.britannica.com
(ภาษาอังกฤษ).
"| Historyworld"
www.historyworld.net
"CNN Transcript - Sunday Morning News: Same-Sex Marriage Legalized in Amsterdam - April 1, 2001"
web.archive.org
. 2016-03-03. คลังข้อมูลเก่าเก็บจาก
แหล่งเดิม
เมื่อ 2016-03-03
. สืบค้นเมื่อ
2024-11-01
"Rotterdam: the largest freight port in the EU"
ec.europa.eu
(ภาษาอังกฤษแบบบริติช).
van Krieken, Peter J.; David McKay (2005).
The Hague: Legal Capital of the World
. Cambridge University Press.
ISBN
90-6704-185-8
, specifically,
"In the 1990s, during his term as United Nations Secretary-General, Boutros Boutros-Ghali started calling The Hague the world's legal capital."
"Gemeentelijke indeling op 1 januari 2019"
Municipalities on 1 January 2019
CBS Classifications
(ภาษาดัตช์).
CBS
. 1 January 2019
. สืบค้นเมื่อ
7 February
2020
"De waterschappen"
(ภาษาดัตช์). คลังข้อมูลเก่าเก็บจาก
แหล่งเดิม
เมื่อ 3 November 2013
. สืบค้นเมื่อ
7 June
2013
"Totale oppervlakte"
. คลังข้อมูลเก่าเก็บจาก
แหล่งเดิม
เมื่อ 2020-01-13
. สืบค้นเมื่อ
2020-05-09
"CBS Statline"
opendata.cbs.nl
"31.954, Wet openbare lichamen Bonaire, Sint Eustatius en Saba"
(ภาษาดัตช์). Eerste kamer der Staten-Generaal
. สืบค้นเมื่อ
15 October
2010
De openbare lichamen vallen rechtstreeks onder het Rijk omdat zij geen deel uitmaken van een provincie.
"Through the establishment of the BES islands as public bodies, rather than communities, the BES islands' rules may deviate from the rules in the European part of the Netherlands. The Dutch legislation will be introduced gradually. The public bodies fall directly under the central government because they are not part of a province."
Ministerie van Algemene Zaken (19 May 2015).
"Waaruit bestaat het Koninkrijk der Nederlanden?"
Rijksoverheid
| แร็มโก ฟัน ไวน์คาร์เดิน สัมพันธ์ ไทย-เนเธอร์แลนด์ 420 ปี (1)
hs-tgr thai airways 747 ams airport
"Wayback Machine"
(PDF)
. 4 June 2017. คลังข้อมูลเก่าเก็บจาก
แหล่งเดิม
(PDF)
เมื่อ 4 June 2017
. สืบค้นเมื่อ
3 August
2017
Cornell University, INSEAD, and WIPO (2018): The Global Innovation Index 2018: Energizing the World with Innovation. Ithaca, Fontainebleau and Geneva
"The World Factbook"
www.cia.gov
. คลังข้อมูลเก่าเก็บจาก
แหล่งเดิม
เมื่อ 2020-05-21
. สืบค้นเมื่อ
22 April
2015
"Inflation up to 2.8 percent"
. Statistics Netherlands. 6 June 2013. คลังข้อมูลเก่าเก็บจาก
แหล่งเดิม
เมื่อ 2016-03-07
. สืบค้นเมื่อ
11 June
2013
"More employed in February"
. 21 February 2019
. สืบค้นเมื่อ
21 March
2019
ลิงก์เสีย
The Dutch curse: how billions from natural gas went up in smoke
เก็บถาวร
21 ธันวาคม 2016 ที่
เวย์แบ็กแมชชีน
LEES MEER, 17 June 2009
"The Groningen Gas Field"
. GEO ExPro Magazine. 2009. คลังข้อมูลเก่าเก็บจาก
แหล่งเดิม
เมื่อ 2013-10-19
. สืบค้นเมื่อ
11 June
2013
UPDATE 2-Dutch gas field earthquake dangers ignored for decades -Safety Board Wed 18 February 2015, By Anthony Deutsch,18 Feb (Reuters)
"The hunt for gas and oil reserves that are more difficult to extract"
. EBN. คลังข้อมูลเก่าเก็บจาก
แหล่งเดิม
เมื่อ 7 September 2015.
"European Energy Market Reform"
(PDF)
. Deloitte. คลังข้อมูลเก่าเก็บจาก
แหล่งเดิม
(PDF)
เมื่อ 2021-02-05
. สืบค้นเมื่อ
2020-03-31
"Farming in the Netherlands: Polder and wiser"
The Economist
. Sevenum: The Economist Group. 23 August 2014
. สืบค้นเมื่อ
29 August
2014
"Dutch agricultural exports top 80 billion Euros"
. 16 January 2015.
Waard, Jan van der; Jorritsma, Peter; Immers, Ben (October 2012).
New Drivers in Mobility: What Moves the Dutch in 2012 and Beyond?
(PDF)
(Report). Delft, the Netherlands:
OECD
International Transport Forum. คลังข้อมูลเก่าเก็บจาก
แหล่งเดิม
(PDF)
เมื่อ 17 January 2013
. สืบค้นเมื่อ
7 July
2014
"CIA World Factbook
Field listing: Roadways"
Cia.gov
. U.S. Central Intelligence Agency. 2012. คลังข้อมูลเก่าเก็บจาก
แหล่งเดิม
เมื่อ 2018-12-26
. สืบค้นเมื่อ
7 July
2014
"CIA World Factbook
Field listing: Railways"
Cia.gov
. U.S. Central Intelligence Agency. 2012. คลังข้อมูลเก่าเก็บจาก
แหล่งเดิม
เมื่อ 2009-05-13
. สืบค้นเมื่อ
7 July
2014
"NS to up frequency of Amsterdam to Eindhoven trains to six an hour - DutchNews.nl"
DutchNews.nl
(ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 21 June 2017
. สืบค้นเมื่อ
8 December
2017
(RVO), Netherlands Enterprise Agency (17 กรกฎาคม 2015).
"Holland Publications"
hollandtrade.com
. คลังข้อมูลเก่าเก็บจาก
แหล่งเดิม
เมื่อ 24 กันยายน 2015
. สืบค้นเมื่อ 26 สิงหาคม 2016
"European Cyclists' Federation – The first EU wide ECF Cycling Barometer launched"
. คลังข้อมูลเก่าเก็บจาก
แหล่งเดิม
เมื่อ 14 July 2014.
"CROW Fietsberaad"
Fietsberaad.nl
. คลังข้อมูลเก่าเก็บจาก
แหล่งเดิม
เมื่อ 17 July 2014
. สืบค้นเมื่อ
3 August
2017
"Bijna 64 miljoen—zo veel passagiers zag Schiphol nog nooit – NOS"
Almost 64 million—Schiphol never saw so many passengers – NOS
NOS.nl
(ภาษาดัตช์).
Nederlandse Omroep Stichting
. 9 January 2017.
เก็บ
จากแหล่งเดิมเมื่อ 9 January 2017
. สืบค้นเมื่อ
9 January
2017
Toor, Amar (10 July 2013).
"Every Dutch citizen will live within 31 miles of an electric vehicle charging station by 2015"
The Verge
Vox Media, Inc
. สืบค้นเมื่อ
11 July
2013
"Health Consumer Powerhouse"
healthpowerhouse.com
. คลังข้อมูลเก่าเก็บจาก
แหล่งเดิม
เมื่อ 2020-08-17
. สืบค้นเมื่อ
26 August
2016
J.M. Boot, 'De Nederlandse Gezondheidszorg', Bohn Stafleu van Loghum 2011
Statistics Netherlands
"The World Factbook – Netherlands"
Central Intelligence Agency
. คลังข้อมูลเก่าเก็บจาก
แหล่งเดิม
เมื่อ 2020-05-21
. สืบค้นเมื่อ
11 June
2013
"Top 35 countries with the highest internet penetration rate"
. InternetWorldStats.com. คลังข้อมูลเก่าเก็บจาก
แหล่งเดิม
เมื่อ 2019-06-25
. สืบค้นเมื่อ
2007-06-20
"Reported health and lifestyle"
. Centraal Bureau voor de Statistiek
. สืบค้นเมื่อ
2007-08-28
Garssen, Joop, Han Nicolaas and Arno Sprangers (2005).
"Demografie van de allochtonen in Nederland"
(PDF)
(ภาษาดัตช์).
Centraal Bureau voor de Statistiek
. คลังข้อมูลเก่าเก็บจาก
แหล่งเดิม
(PDF)
เมื่อ 2018-10-09
. สืบค้นเมื่อ
2 July
2011
CS1 maint: multiple names: authors list (
ลิงก์
Schmeets, Hans; Mensvoort, Carly van (2011).
Religieuze betrokkenheid van bevolkingsgroepen, 2010–2014
(PDF)
. Centraal Bureau voor der Statistiek. คลังข้อมูลเก่าเก็บจาก
แหล่งเดิม
(PDF)
เมื่อ 2017-03-15
. สืบค้นเมื่อ
21 February
2018
"European Union survey"
(PDF)
Ec.europa.eu
. คลังข้อมูลเก่าเก็บจาก
แหล่งเดิม
(PDF)
เมื่อ 28 January 2007
. สืบค้นเมื่อ
3 August
2017
Colin White & Laurie Boucke (1995). The UnDutchables: An observation of the Netherlands, its culture and its inhabitants (3rd Ed.). White-Boucke Publishing.
Becker, De Hart, Jos, Joep.
"Godsdienstige veranderingen in Nederland, Verschuivingen in de binding met de kerken en de christelijke traditie"
SCP
. Sociaal en Cultureel Planbureau Den Haag. คลังข้อมูลเก่าเก็บจาก
แหล่งเดิม
เมื่อ 2017-10-10
. สืบค้นเมื่อ
7 July
2017
"Fossil CO2 emissions of all world countries - 2018 Report"
EU Science Hub
. 2018
. สืบค้นเมื่อ
October 21,
2019
"Sustainable enterprise | RVO.nl"
english.rvo.nl
. สืบค้นเมื่อ
15 June
2016
รัฐบาล
ข้อมูลทั่วไป
การศึกษา
การท่องเที่ยว
ลิงก์ไปยังบทความที่เกี่ยวข้อง